นิตยสาร สสวท. ฉบับที่ 259

ปีที่ 54 ฉบับที่ 259 มีนาคม - เมษายน 2569 | 21 ภายหลังการปรับปรุงมาตรฐาน ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ในปีพุทธศักราช 2560 ทำ�ให้มีการปรับสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์จาก 8 สาระ เหลือเพียง 4 สาระ และปรับให้มีการบูรณาการธรรมชาติของวิทยาศาสตร์เข้าไป ในตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ต่างๆ จึงไม่มีสาระการเรียนรู้ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ปรากฏอยู่อย่างชัดเจน ในเอกสารหลักสูตร อ ย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ (Nature of Science: NOS) ถือเป็นหัวใจสำ�คัญในการสร้างความเข้าใจเชิงลึก เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ไม่เพียงแต่ในมิติของความรู้เชิงเนื้อหา แต่ยังรวมถึง กระบวนการสร้างความรู้ ค่านิยม และพลวัตทางสังคมที่มีผลต่อการพัฒนา วิทยาศาสตร์ (Lederman, 2007) การที่ผู้เรียนมีความเข้าใจในธรรมชาติ ของวิทยาศาสตร์ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ มองเห็น วิทยาศาสตร์ในฐานะกระบวนการทางวัฒนธรรมและสามารถเชื่อมโยง วิทยาศาสตร์กับชีวิตจริงและสังคมได้ดียิ่งขึ้น (Clough, 2018) การจัดการเรียนรู้ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนกรอบแนวคิดเชิงฉันทามติ (Consensus View) ซึ่งอธิบายธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ในรูปแบบของชุดคุณลักษณะ (Lederman, Abd-El-Khalick, & Schwartz, 2002) ได้แก่ 1) วิทยาศาสตร์ ต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์ 2) ความแตกต่างระหว่างการสังเกตและ การลงความคิดเห็น 3) ความแตกต่างระหว่างทฤษฎีและกฎทางวิทยาศาสตร์ 4) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อาศัยจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ 5) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้รับอิทธิพลมาจากทฤษฎีที่แฝงอยู่ในใจ ของนักวิทยาศาสตร์ 6) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้รับอิทธิพลมาจาก สังคมและวัฒนธรรม 7) วิธีการได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และ 8) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีความไม่คงทน และถึงแม้กรอบแนวคิดดังกล่าว จะช่วยให้ง่ายต่อการทำ�ความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ แต่ในทาง ปฏิบัติ การสอนธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ตามกรอบดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่ การถ่ายทอดเชิงบรรยายหรือการจดจำ�แนวคิดธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ มากกว่าการทำ�ให้ผู้เรียนเข้าใจบทบาทของธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ใน การผลิต ตรวจสอบ และยืนยันความรู้ภายใต้บริบทจริงของสังคมวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างเช่น การอภิปรายว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์อาศัยหลักฐาน เชิงประจักษ์และมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงได้มักไม่ได้เชื่อมโยงไปสู่ การวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการรับรองความรู้ภายใต้อำ�นาจต่อรอง ของสถาบัน ผู้เชี่ยวชาญหรือกลไกเชิงสังคมอื่นๆ ส่งผลให้ผู้เรียนรับรู้ วิทยาศาสตร์เพียงในเชิงข้อเท็จจริงและเชิงเนื้อหามากกว่าที่จะมองเห็นความเป็น กิจกรรมทางสังคมของวิทยาศาสตร์ในความเป็นจริง กล่าวได้ว่าการตีความ ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ในลักษณะดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับเชิงบรรยาย (Descriptive) มากกว่าระดับเชิงระบบ (Systemic) ซึ่งข้อจำ�กัดนี้เอง ได้กลายเป็นแรงผลักดันสำ�คัญให้เกิดการขยายกรอบความเข้าใจธรรมชาติ ของวิทยาศาสตร์สู่องค์กรความรู้ที่มีมิติที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกับบริบท ทางสังคม วัฒนธรรม และสถาบันอย่างเด่นชัดมากยิ่งขึ้น ใ นช่ว ง ไ ม่กี่ทศว ร รษที่ผ่านมามีกา รนำ �ทฤษฎีแนวคิด ความคล้ายคลึงกันในครอบครัว (Family Resemblance Approach) มาใช้เพื่อทำ�ความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์โดยมองวิทยาศาสตร์ ในเชิงระบบ ซึ่งประกอบไปด้วย 2 มิติได้แก่ มิติด้านความรู้และการได้มา ซึ่งความรู้ (Cognitive-epistemic System) และมิติทางด้านสังคมและสถาบัน (Social-institutional System) (Erduran & Dagher, 2014) แนวคิดนี้ ช่วยเปิดมุมมองที่หลากหลายและยืดหยุ่นต่อธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ และเอื้อให้ครูสามารถออกแบบการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับ ความเป็นจริงของวิทยาศาสตร์มากขึ้น หนึ่งในวิธีการที่ทรงพลังในการสอนธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ที่มีประสิทธิภาพคือ การใช้ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ (Historical Science) เพราะช่วยทำ�ให้ผู้เรียนมองเห็นพัฒนาการ ความขัดแย้ง และการเปลี่ยนแปลง ในวงการวิทยาศาสตร์อย่างมีบริบท (Matthews, 2015) ขอยกตัวอย่าง กรณีของอัลเฟรด เวเกเนอร์ ผู้เสนอทฤษฎีทวีปเลื่อน (Continental Drift Theory) เป็นหนึ่งตัวอย่างที่เหมาะสมและน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะ ไม่เพียงแสดงให้เห็นความคิดเชิงสร้างสรรค์และความกล้าหาญทาง วิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัจจัย ด้านสังคม วัฒนธรรม และสถาบันที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับหรือการปฏิเสธ แนวคิดใหม่ในวงวิชาการ (Oreskes, 1999) บทความนี้จึงมีเป้าหมายในการนำ�เสนอแนวทางการเรียนรู้ ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ผ่านการศึกษาประวัติเวเกเนอร์ โดยอาศัย การมองวิทยาศาสตร์ผ่านแนวคิดความคล้ายคลึงกันในครอบครัวเพื่อ ให้มองเห็นความหลากหลาย และความเฉพาะตัวของธรรมชาติของ วิทยาศาสตร์ที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องราวหรือประวัติวิทยาศาสตร์ มองธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ผ่านแนวคิดความคล้ายคลึงกันในครอบครัว (Family Resemblance Approach : FRA) การมองธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ผ่านแนวคิดความคล้ายคลึงกัน ในครอบครัวเกิดขึ้นจากการประยุกต์ใช้แนวคิดทางปรัชญาของ ลุดวิค วิตเกนสไตน์ (Ludwig Wittgenstein) เกี่ยวกับความคล้ายคลึงกันใน ครอบครัว (Family Resemblance) ที่มองว่าสิ่งต่างๆ ไม่จำ�เป็นต้องมี สมบัติร่วมกันทั้งหมด แต่สามารถเชื่อมโยงกันได้ผ่านลักษณะที่คล้ายคลึง บางประการจนถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน (Wittgenstein, 2009) การมองธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ด้วยกรอบแนวคิดความคล้ายคลึงกัน ในครอบครัวจึงเป็นการขยายขอบเขตความเข้าใจจากเดิมที่มักเน้นเพียง กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การสังเกต การทดลอง หรือการสร้าง ทฤษฎีไปสู่การมองในภาพรวมที่ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ วิธีการ และ บริบททางสังคมที่เกี่ยวข้อง (Erduran & Dagher, 2014) ภายใต้แนวคิดดังกล่าว ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ถูกมองเป็น 2 มิติ ได้แก่ มิติด้านความรู้และกระบวนการได้มาซึ่งความรู้ ซึ่งสะท้อนถึง กระบวนการคิดและการสร้างความรู้ของนักวิทยาศาสตร์ อันรวมถึง

RkJQdWJsaXNoZXIy MTUzMTk1Mw==