นิตยสาร สสวท. ฉบับที่ 257

50 | นิตยสาร สสวท. ประเทศที่ปล่อยแก๊สเรือนกระจกมากที่สุดในโลกคือ สาธารณรัฐ ประชาชนจีน และทำ �สถิติสูงสุดใหม่ที่ 16,536 ล้านตัน CO 2 eq หรือ คิดเป็นร้อยละ 29.2 ของปริมาณการปล่อยแก๊สเรือนกระจกทั่วโลก โดย มีสาเหตุหลักจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งร้อยละ 84.5 ของปริมาณ การปล่อยแก๊สเรือนกระจกทั้งหมดของจีนเป็นการปล่อยแก๊สคาร์บอน ไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมพลังงาน (ภาพ 3) แม้ว่าหลายประเทศ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย จะมีเป้าหมายลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก ตามสนธิสัญญาข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) แต่ข้อมูลล่าสุดนี้ แสดงให้เห็นว่าการลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกทั่วโลกยังเป็นภารกิจ สำ �คัญที่ต้องเร่งดำ �เนินการอย่างต่อเนื่องเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของแก๊ส เรือนกระจกมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของโลก ภาพ 3 10 ประเทศที่ปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกมากที่สุดของโลก ที่มา: ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (2568) จากรายงานของ National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA), Copernicus Climate Change Service (Copernicus) และ World Meteorological Organization (WMO) แสดงให้เห็นว่า ในปี พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) นอกจากปริมาณแก๊ส เรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นจะมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแล้ว ยังมีความเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญและลานิญญา ( El Niño- Southern Oscillation: ENSO ) ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบ ต่อรูปแบบสภาพอากาศของภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งการคาดการณ์สภาพอากาศในระยะยาวมีความไม่แน่นอนและอาจ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แม้ในช่วงปลาย ปี พ.ศ. 2568 - 2569 (ค.ศ. 2025 - 2026) ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ถึงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โลกจะเข้าสู่ภาวะลานิญญาอ่อน ( Weak La Niña ) (ภาพ 4) ซึ่ง มีความเป็นไปได้ประมาณ ร้อยละ 55 (ภาพ 5 ช่วง DJF) โดยปกติ ภาวะลานิญญามักส่งผลให้อุณหภูมิโลกลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม รายงานจาก NOAA (2025), Copernicus Climate Change Service (2025) และ World Meteorological Organization (WMO, 2025) ระบุว่า อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าค่าปกติ และมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากนั้น ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 (มกราคม - มีนาคม 2569) คาดว่า โลกอาจเข้าสู่ภาวะเป็นกลาง (ENSO-Neutral) ซึ่งหมายถึงช่วงที่ไม่มี อิทธิพลของเอลนีโญหรือลานิญญาอย่างชัดเจน โดยมีความเป็นไปได้ ประมาณ ร้อยละ 55 (ดังภาพที่ 5 ช่วง JFM) ทั้งนี้ ในช่วงกลางถึงปลายปี พ.ศ. 2569 มีแนวโน้มว่าโลกอาจเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ ( El Niño ) อีกครั้ง (Climate Prediction Center, 2025) โดยปกติแล้วการเปลี่ยนแปลงของ ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานิญญา จะเกิดขึ้นทุกๆ 2 - 7 ปี โดยมีค่าเฉลี่ย อยู่ที่ 3 - 5 ปี แต่ละครั้งมักเกิดต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 9 - 12 เดือน ทั้งนี้ บางกรณีอาจยืดเยื้อยาวนานกว่าปกติ เช่น ภาวะลานิญญาที่เคย ต่อเนื่องยาวนานถึง 3 ปี (WMO, 2025 และ NOAA, 2025) อย่างไร ก็ตาม ในช่วงระยะหลังพบว่ารูปแบบการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ เอลนีโญและลานิญญามีแนวโน้มเกิดขึ้นถี่และหมุนเวียนเร็วขึ้น ส่งผลให้ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather Events) เช่น พายุฝน รุนแรง น้ำ �ท่วม ภัยแล้ง และไฟป่า เกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีความรุนแรง มากกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ภาพ 4 อุณหภูมิพื้นผิวน้ำ �ทะเลที่เบี่ยงเบนไปจากค่าเฉลี่ยปกติในบริเวณตอนกลาง ของมหาสมุทรแปซิฟิก (Niño 3.4) (ที่มา: International Research Institute for Climate and Society, 2025) ปี ค.ศ. 2025–2026 เข้าสู่ปรากฏการณ์ลานิญญาอ่อน เส้นสีแดง แสดงปรากฏการณ์เอลนีโญ เส้นสีน้ำ �เงิน แสดงปรากฏการณ์ลานิญญา

RkJQdWJsaXNoZXIy NzI2NjQ5