นิตยสาร สสวท. ฉบับที่ 257

60 | นิตยสาร สสวท. การสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของสาธารณชนก็เป็นสิ่งสำ �คัญที่ ไม่สามารถละเลยได้ และเมื่อคิดเชื่อมโยงสู่ชีวิตประจำ �วันของคุณๆ และต่าย พบว่า เทคโนโลยี CRISPR และข้าวสาลีที่ผลิตปุ๋ยเองได้นี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องใน ห้องทดลองเท่านั้น แต่คือเครื่องมือสร้างความหวังในการผลิตอาหารให้กับ มนุษย์ทั้งโลกกันเลยทีเดียว โดยมันกำ �ลังนำ �ไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน ระบบการเกษตรโลกที่จะทำ �ให้พวกเราได้ • อาหารปลอดภัยและราคาถูกลง? เมื่อเกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีน้อยลง หรือไม่ต้องใช้เลย ต้นทุนการผลิตก็จะลดลง ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาอาหารใน ตลาดลดลงได้ในอนาคต • สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น: การลดการใช้ปุ๋ยเคมีจำ �นวนมหาศาล เท่ากับ เป็นการช่วยลดมลพิษในน้ำ �และลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกที่นำ �ไปสู่ภาวะ โลกร้อน • ความมั่นคงทางอาหาร: เทคโนโลยีนี้เปิดประตูให้เราสามารถ ปรับปรุงพืชผลอื่นๆ ให้มีความสามารถคล้ายกันเพื่อให้สามารถอยู่รอดและ ให้ผลผลิตสูงได้แม้ในพื้นที่ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ � อนาคตไม่ได้อยู่แค่ในจินตนาการอีกต่อไป แต่กำ �ลังถูกสร้างขึ้นจริง ในห้องทดลองแล้ว การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อเข้าใจและอยู่ร่วมกับเทคโนโลยี อย่างมีวิจารณญาณคือ ภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดของเรา! ต่ายหวังว่าข้อมูลที่นำ �มาถ่ายทอดในฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์และช่วย ให้คุณเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำ �คัญในวงการวิทยาศาสตร์ทางด้าน การเกษตร หากมีประเด็นไหนที่สนใจเป็นพิเศษ หรืออยากให้ต่ายเจาะลึกใน รายละเอียดเพิ่มเติม ก็สามารถเข้ามาพูดคุยกันกับต่ายได้ที่ Blockdit และ สามารถอ่านเรื่องราวอื่นๆ ได้ผ่านทาง Blockdit เช่น เรื่องเกี่ยวกับภัยคุกคามใหม่ ของไข้หวัดนก https://www.blockdit.com/posts/692da899d17b6e- b922e8af01 และเรื่องอื่นๆ แล้วพบกันใหม่จ้า ต่าย แสนซน อากาศได้ โดยในบรรยากาศโลกมีไนโตรเจนมากถึง 78%) ซึ่งเป็นแบคทีเรีย ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในดิน จากนั้นแบคทีเรียเหล่านี้จะถูกดึงดูดให้มา เกาะกลุ่มกันที่รากของข้าวสาลี แล้วพวกมันจะสร้าง Biofilm (ไบโอฟิล์ม) หรือ “เกราะป้องกันตัวเอง” ล้อมรอบรากไว้ ซึ่งเกราะ Biofilm นี้จะช่วยสร้าง สภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนต่ำ � (Microaerophilic) เพื่อปกป้องเอนไซม์ ไนโตรจีเนสของแบคทีเรียไม่ให้ถูกทำ �ลาย เมื่อเอนไซม์ทำ �งานได้อย่างเต็มที่แบคทีเรียก็จะสามารถเปลี่ยนแก๊ส ไนโตรเจนในอากาศให้เป็นแอมโมเนีย (ปุ๋ย) ซึ่งรากข้าวสาลีสามารถดูดซึม ไปใช้ได้ทันที แล้วผลลัพธ์คืออะไร? ข้าวสาลีที่ถูกแก้ไขยีนเหล่านี้สามารถ เติบโตได้ดี ให้ผลผลิตสูงขึ้นถึง 72% - 100% แม้จะได้รับปุ๋ยไนโตรเจนเพียง ครึ่งเดียวหรือน้อยกว่าต้นข้าวสาลีทั่วไป แต่ก็มีข้อกังวลที่ต้องจับตามองและเฝ้าติดตามว่าวิธีการนี้จะส่งผล ทำ �ให้เกิด SuperWeed หรือซุปเปอร์วัชพืชหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าทุกความ ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมันมักจะมาพร้อมกับข้อกังวลที่สำ �คัญเสมอ ประเด็นที่ หลายคนเป็นห่วงคือ ถ้ามีวัชพืชในแปลงปลูกข้าวสาลีที่ตัดต่อยีนนี้ได้รับยีน เข้าไปด้วยก็จะทำ �ให้เกิดเป็น “SuperWeed” โดยจะมีผลทำ �ให้วัชพืชนี้ กลายเป็นวัชพืชที่สามารถสร้างปุ๋ยไนโตรเจนเองได้และเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เหนือการควบคุมนั่นเอง ต่ายมองว่าเรื่องนี้เป็นข้อกังวลที่ถูกต้องและต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด โดยมีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังดังต่อไปนี้ 1. ความเสี่ยงจากการถ่ายเทยีน: หากยีนที่ถูกแก้ไขในข้าวสาลี เกิดการถ่ายทอดไปยังพืชป่าหรือวัชพืชที่เกี่ยวข้องผ่านการผสมเกสร (Gene Flow) ก็อาจทำ �ให้วัชพืชเหล่านั้นมีคุณสมบัติในการหลั่งสาร Apigenin มากขึ้น 2. วัชพืชที่แข็งแกร่งขึ้น: หากวัชพืชสามารถดึงดูดแบคทีเรียตรึง ไนโตรเจนได้ดีขึ้นจริง มันก็จะสามารถแข่งขันกับพืชผลหลักได้ดีขึ้น ทำ �ให้ยาก ต่อการควบคุม แล้วถ้ามันเกิดขึ้น เราจะรับมือสถานการณ์นี้กันอย่างไร? คงต้อง เริ่มจากการออกแบบความปลอดภัยตั้งแต่จากห้องทดลองสู่ไร่นาเพื่อจำ �กัด การแพร่กระจายของยีนที่ถูกแก้ไข เทคโนโลยีนี้เรียกว่าการ “ออกแบบการ หลั่งสารจากราก” เพื่อดึงดูดแบคทีเรีย (Associative BNF) ซึ่งต่างจากการ พยายามใส่ยีนตรึงไนโตรเจนเข้าไปในเซลล์พืชโดยตรง แต่ถึงกระนั้น สิ่ง สำ �คัญที่สุดคือ การควบคุมและกฎระเบียบโดยนักวิทยาศาสตร์ต้องออกแบบ การทดลองภายใต้ระบบปิดและมีการศึกษาความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม (Biosafety) อย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะมีการนำ �มาใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อ ให้แน่ใจว่าประโยชน์ที่เราได้รับจากอาหารปลอดภัย ต้นทุนต่ำ �ลง และ สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น จะไม่นำ �มาซึ่งความเสี่ยงใหม่ๆ ในระบบนิเวศ โดยมี ความจำ �เป็นต้อง 1) ทำ �การศึกษา Gene Flow ในวงกว้าง: ต้องมีการ วิจัยอย่างเข้มข้นว่าการถ่ายเทยีนของข้าวสาลีไปยังพืชใกล้เคียงเกิดขึ้นได้จริง และมากน้อยเพียงใดในสภาพแวดล้อมจริง 2) การใช้ยีนควบคุม: บาง เทคโนโลยีอาจมีการใช้ยีนที่ถูกออกแบบมาให้ทำ �งานเฉพาะในสภาวะที่กำ �หนด เท่านั้น หรือใช้กลไกที่ทำ �ให้พืชเป็นหมัน (Male Sterility) เพื่อป้องกันการ ผสมเกสรและถ่ายเทยีนไปสู่พืชชนิดอื่น 3) การกำ �กับดูแลที่เข้มงวด: รัฐบาล และหน่วยงานกำ �กับดูแลด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety) ต้องมี บทบาทสำ �คัญในการประเมินความเสี่ยงและกำ �หนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนก่อน จะอนุญาตให้ข้าวสาลีที่ถูกแก้ไขยีนเหล่านี้ถูกนำ �ไปปลูกในแปลงจริง นอกจากนี้ “เรื่องราวทางวิทยาศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา ไม่เคยหยุดนิ่ง” ภาพแสดงให้เห็นถึงรากพืชที่ปล่อยสาร Apigenin ออกมาในดิน และมีแบคทีเรียตรึงไนโตรเจนที่กำ �ลัง ถูกดึงดูดเข้ามาเกาะและสร้างไบโอฟิล์มรอบๆ ราก ที่มา: OpenAI. (2025). ChatGPT. AI generated image. ภาพแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของข้าวสาลี 2 ต้น ต้นหนึ่งคือ ต้นปกติที่ได้รับปุ๋ยไม่เพียงพอ และอีกต้น คือ ข้าวสาลีที่ถูกแก้ไขยีน (CRISPR) ซึ่งเติบโตได้ดีกว่า และให้ผลผลิตที่สมบูรณ์กว่า แม้จะได้รับปุ๋ยจำ �กัด ที่มา: OpenAI.(2025).ChatGPT.AIgenerated image.

RkJQdWJsaXNoZXIy NzI2NjQ5