นิตยสาร สสวท. ฉบับที่ 259

ปีที่ 54 ฉบับที่ 259 มีนาคม - เมษายน 2569 | 17 ลองนึกถึงห้องเรียนอนุบาลที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและคำ�ถามจากเด็กน้อยที่อยากรู้อยากเห็น เสียงของการ ลองผิดลองถูก เสียงของความสุขจากการเล่นอย่างมีจินตนาการ แม้บรรยากาศอาจดูวุ่นวายสำ�หรับบางคน แต่นั่นคือสัญญาณของการเรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวาที่เกิดขึ้นทั่วทั้งห้อง เด็กๆ กำ�ลังซึมซับความรู้และทักษะมากมาย ผ่านการสำ�รวจ ทดลอง และคิดอย่างอิสระโดยไม่รู้ตัว นี่คือหัวใจของแนวคิด Creative Learning หรือ การเรียนรู้ อย่างสร้างสรรค์ที่มุ่งจุดประกายความคิดและแรงบันดาลใจตั้งแต่ช่วงปฐมวัย บทความนี้จะพาครูและผู้ปกครอง ไปรู้จักแนวคิด Creative Learning ว่าคืออะไร มีความสำ�คัญอย่างไรต่อพัฒนาการเด็กอายุ 3 - 6 ปี พร้อม แนวทางการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทั้งในห้องเรียนและที่บ้าน Creative Learning คืออะไร? Creative Learning หรือ การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ คือ กระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำ� คิด และเล่นอย่างอิสระ ใช้จินตนาการและความคิดริเริ่มในการสำ�รวจและแก้ปัญหาด้วยตนเอง แทนการท่องจำ�หรือรับความรู้จากครูเพียงฝ่ายเดียว แนวทางนี้เชื่อว่า เด็กทุกคนมี “ความคิดสร้างสรรค์” อยู่ในตัว และสามารถพัฒนาได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและ เปิดกว้างสำ�หรับการลองผิดลองถูก ครูและผู้ปกครองจึงมีบทบาทเป็น ผู้นำ�ทาง คอยตั้งคำ�ถาม ชี้แนะ และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการคิด และตัดสินใจด้วยตนเอง โดยมีการเล่นอย่างมีจุดมุ่งหมาย (Play-based Learning) เป็นหัวใจสำ�คัญ ซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าส่งเสริม พัฒนาการเด็กได้รอบด้าน ภาพ 1 ตัวอย่างการเรียนรู้สร้างสรรค์ด้วยบล็อกเลโก้ ที่มา : UNICEF/CyberMedia ระหว่างการเล่นอิสระด้วยบล็อกเลโก้ เด็กๆ ได้พัฒนาความคิด สร้างสรรค์ ทักษะทางสังคมและอารมณ์ รวมถึงทักษะการทำ�งานร่วมกัน ช่วยให้พวกเขาสื่อสารและเรียนรู้ร่วมกันได้อย่างอิสระมากขึ้น กิจกรรมเหล่านี้ ส่งเสริมการเติบโต การเรียนรู้ และสุขภาวะทางใจของเด็กในเชิงบวก องค์ประกอบพื้นฐาน 4 ประการของความคิดสร้างสรรค์ (Guilford, 1967) J.P. Guilford (1967) ได้เสนอว่า “ความคิดสร้างสรรค์” ประกอบด้วยองค์ประกอบสำ�คัญ 4 ประการ ได้แก่ 1. ความคิดริเริ่ม (Originality) คือ ความสามารถในการสร้าง แนวคิดหรือคำ�ตอบที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำ�ใคร และแตกต่างจากความคิดทั่วไป แนวคิดเหล่านี้มักหาได้ยากและมีประโยชน์ต่อทั้งตนเองและสังคม ผู้ที่มี ความคิดริเริ่มมักกล้าลองสิ่งใหม่ๆ และสามารถสร้างนวัตกรรมหรือวิธี แก้ปัญหาที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ 2. ความคิดคล่องแคล่ว (Fluency) หมายถึง ความสามารถใน การคิดได้อย่างรวดเร็วและให้จำ�นวนไอเดียได้มากภายในเวลาจำ�กัด เช่น เด็ก สามารถคิดวิธีใช้แก้วกาแฟได้หลายแบบภายใน 1 นาที ความคล่องแคล่วนี้ แสดงถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์แนวคิดหลากหลาย 3. ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) เป็นความสามารถในการเปลี่ยน มุมมองหรือแนวทางความคิดได้หลายทิศทาง ไม่ยึดติดกับกรอบความคิดเดิม แบ่งย่อยได้เป็น - ความยืดหยุ่นทันที: เช่น การคิดประโยชน์ของก้อนอิฐได้ หลายแบบ - ความยืดหยุ่นในการดัดแปลง: การปรับเปลี่ยนสิ่งหนึ่งให้ กลายเป็นอย่างอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการคิดซ้ำ�ซาก 4. ความคิดละเอียดลออ (Elaboration) คือ ความสามารถ ในการเพิ่มเติมและขยายแนวคิดให้มีรายละเอียดมากขึ้นจนกลายเป็น แนวคิดที่สมบูรณ์และจับต้องได้ ผู้ที่มีคุณลักษณะนี้จะสามารถต่อยอดไอเดีย พื้นฐานให้กลายเป็นผลงานที่มีคุณภาพและใช้การได้จริง องค์ประกอบทั้งสี่ประการนี้ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยอธิบาย และประเมินความคิดสร้างสรรค์ของบุคคลตามทฤษฎีของ Guilford ซึ่ง ต่อมาได้ถูกนำ�ไปใช้ในการวิจัยและการวัดความคิดสร้างสรรค์โดยนักวิจัย ด้านการศึกษา เช่น Torrance (ได้นำ�แนวคิดของ Guilford ไปสร้าง แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์) ทำ�ไมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์จึงสำ�คัญต่อเด็กปฐมวัย? ช่วงวัยอนุบาล (3 - 6 ปี) ถือเป็นช่วงทองของพัฒนาการที่เด็ก มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์สูง พร้อมเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ การปลูกฝังแนวคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่วัยนี้จะเป็นพื้นฐานสำ�คัญให้ เด็กเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่รักการเรียนรู้และปรับตัวเก่ง บรรดาผู้เชี่ยวชาญ ด้านการศึกษาปฐมวัยต่างยืนยันว่าการจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่ส่งเสริม ความคิดสร้างสรรค์ให้เด็กเล็กนั้นมีประโยชน์หลายด้าน ดังนี้ 1. เสริมพัฒนาการทางสติปัญญา: การเล่นและกิจกรรม สร้างสรรค์ช่วยให้เด็กฝึกคิดแก้ปัญหา เรียนรู้เหตุผล และพัฒนาความคิดริเริ่ม อย่างยืดหยุ่น เด็กจะได้ใช้สมองหลากหลายมุมมองผ่านการต่อบล็อกหรือ

RkJQdWJsaXNoZXIy MTUzMTk1Mw==