นิตยสาร สสวท. ฉบับที่ 259

18 | นิตยสาร สสวท. เล่นบทบาทสมมติ งานวิจัยของ OECD ชี้ว่าแนวทางนี้ช่วยส่งเสริม ความใฝ่รู้ ความคิดสร้างสรรค์ และสมาธิ ซึ่งเป็นทักษะสำ�คัญในศตวรรษที่ 21 และดีกว่าการเรียนรู้แบบท่องจำ� 2. เสริมพัฒนาการทางสังคม (Social Development): กิจกรรมสร้างสรรค์ช่วยให้เด็กได้เล่นและทำ�งานร่วมกับผู้อื่น ฝึกทักษะ การสื่อสาร แบ่งปัน และรอคอย เด็กเรียนรู้การเข้าใจผู้อื่นผ่านการทำ�กิจกรรม เป็นกลุ่ม ยูนิเซฟระบุว่า การเล่นอย่างอิสระช่วยพัฒนาความเข้าอกเข้าใจ และความร่วมมือซึ่งเป็นทักษะสำ�คัญในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ ในอนาคต 3. เสริมพัฒนาการทางอารมณ์ (Emotional Development): การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์มักสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและสนุกสนาน ทำ�ให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้และเกิดความมั่นใจในตนเอง เด็กจะรู้สึก ภูมิใจเมื่อได้ลองสร้างผลงานหรือตอบคำ�ถามด้วยไอเดียของตัวเองและ ได้รับการยอมรับชมเชยจากครูหรือพ่อแม่ 4. ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย (Physical Development): แม้จุดเน้นของการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์จะอยู่ที่ความคิดและจินตนาการ แต่หลายๆ กิจกรรมก็ยังช่วยพัฒนาทักษะทางร่างกายของเด็กปฐมวัย ควบคู่ไปด้วย กิจกรรมศิลปะและการเล่นที่เด็กได้ใช้มือใช้ร่างกาย เช่น การปั้นดินน้ำ�มัน การวาดภาพ ระบายสี การเล่นเกมกลางแจ้ง หรือ เต้นประกอบเพลง ล้วนช่วยเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ และ ประสาทสัมผัสของเด็กให้ทำ�งานประสานกันดีขึ้น บทบาทของครูในการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ การปลูกฝังแนวคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กเล็กจะเกิดผลได้ดี จำ�เป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่าง “ครู” และ “พ่อแม่” ซึ่งเป็น ผู้ใหญ่ใกล้ชิดที่มีบทบาทโดยตรงต่อประสบการณ์เรียนรู้ของเด็ก ทั้งสองฝ่าย ล้วนมีส่วนสำ�คัญในการสร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่าง สร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำ�วันของเด็ก บทบาทของครูมีดังนี้ 1. จัดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่กระตุ้นจินตนาการ: ห้องเรียน ปฐมวัยควรแบ่งพื้นที่เป็นมุมการเรียนรู้ (Learning Centers) ให้เด็ก เลือกเล่นตามความสนใจ เช่น มุมศิลปะ บทบาทสมมติ บล็อก หนังสือ วิทยาศาสตร์ ดนตรี แต่ละมุมช่วยพัฒนาทักษะที่ต่างกันและสร้าง สมาธิให้เด็กได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้ง เด็กได้ลงมือสำ�รวจ ทดลอง แก้ปัญหา และสร้างสรรค์ผลงานของตนเอง ครูทำ�หน้าที่สังเกตและสนับสนุนอยู่ห่างๆ แนวทางนี้ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ฝึกการอยู่ร่วมกัน และช่วยให้เด็ก ค้นพบความถนัดของตน 2. กระตุ้นให้เด็กคิดและตั้งคำ�ถาม : ครูควรส่งเสริมให้เด็ก เกิดความสงสัย ใคร่รู้ และกล้าตั้งคำ�ถามเกี่ยวกับสิ่งรอบตัว ใช้คำ�ถามปลายเปิด เช่น “ถ้าไม่มีแสงอาทิตย์จะเกิดอะไรขึ้น?” เพื่อกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ กิจกรรมลักษณะนี้ช่วยให้เด็กใช้ประสบการณ์เดิมมาต่อยอดความรู้ใหม่ อย่างกระตือรือร้น การเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมออกความคิดเห็นและ ตัดสินใจในชั้นเรียน เช่น ตั้งกติกาหรือเลือกหัวข้อโครงงานเอง จะทำ�ให้เด็ก รู้สึกเป็นเจ้าของการเรียนรู้ และความคิดสร้างสรรค์เติบโตอย่างเต็มที่ 3. ยอมรับและให้คุณค่ากับความคิดริเริ่มของเด็ก: ครูควรส่งเสริม ให้เด็กใช้จินตนาการและความคิดของตนอย่างอิสระ เปิดใจรับไอเดีย แปลกใหม่โดยไม่รีบตัดสินว่า “ผิด” หรือ “ไม่เหมาะสม” เช่น หากเด็ก วาดท้องฟ้าเป็นสีเขียว ควรถามต่อยอดแทนการตำ�หนิ การชื่นชมและรับฟัง ทำ�ให้เด็กรู้ว่าความคิดของตนมีคุณค่า เมื่อเด็กรู้สึกปลอดภัย เขาจะกล้าคิด นอกกรอบและสร้างสรรค์ได้อย่างมั่นใจ 4. สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ที่ปลอดภัยและผ่อนคลาย: ห้องเรียนสร้างสรรค์ควรเปิดโอกาสให้เด็กคิดและทำ�อย่างอิสระในขอบเขต ที่ปลอดภัย ครูคอยดูแลอย่างอบอุ่น ไม่ก้าวก่ายหรือกดดัน หลีกเลี่ยง การบังคับ แข่งขัน หรือวิจารณ์จนเด็กไม่กล้าแสดงออก ท่าทีใจเย็นและ เป็นมิตรของครูช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นใจและกล้าลองสิ่งใหม่ ครูยังสามารถออกแบบ กิจกรรมโครงงานหรือกิจกรรมพิเศษ ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ เช่น กิจกรรม “นักประดิษฐ์น้อย” ให้เด็กช่วยกันนำ�เศษวัสดุมาประดิษฐ์สิ่งของที่ จินตนาการไว้ กิจกรรม “วงดนตรีห้องครัว” ที่ให้เด็กๆ ลองนำ�หม้อ ชาม ทัพพี และช้อนส้อมมาเคาะเล่นเป็นเครื่องดนตรีดูว่าจะเกิดเสียงแบบไหน ซึ่งเด็กอาจคิดค้นวิธีเคาะตีที่แปลกใหม่ออกมาอย่างสนุกสนาน หรือกิจกรรม “นักสร้างของเล่น” ที่ชวนเด็กประดิษฐ์ของเล่นของตัวเองจากวัสดุเหลือใช้ ใกล้ตัว เช่น ทำ�หุ่นยนต์จากแกนกระดาษทิชชู ทำ�บ้านตุ๊กตาจากกล่องกระดาษ หรือทำ�ลูกแซกเขย่ามือจากขวดพลาสติกใส่เมล็ดถั่ว เมล็ดข้าวสาร แล้วมาฟังเสียงเปรียบเทียบกัน เด็กจะได้ทั้งของเล่นฝีมือตัวเองและได้เรียนรู้ หลักวิทยาศาสตร์ง่ายๆ ไปพร้อมกัน ภาพ 2 การประดิษฐ์ของเล่นจากกล่อง แกนกระดาษชำ�ระ ที่มา : so02.tci-thaijo.org พ่อแม่ผู้ปกครอง: ผู้ส่งเสริมต่อยอดการเรียนรู้นอกห้องเรียน นอกจากบทบาทของครูในโรงเรียนแล้ว พ่อแม่คือครูคนแรกและ คนสำ�คัญของลูกที่บ้าน ผู้ปกครองสามารถสานต่อแนวคิด Creative Learning ในชีวิตประจำ�วันของเด็กๆ ได้เช่นกัน การเรียนรู้อย่าง สร้างสรรค์ไม่จำ�กัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา พ่อแม่สามารถเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ผ่านการเล่นและกิจกรรมในบ้าน อย่างมีจินตนาการ แนวทางที่ผู้ปกครองสามารถนำ�มาใช้ มีดังนี้ 1. จัดมุมเล่นสร้างสรรค์ในบ้าน: ลองจัดพื้นที่เล็กๆ ในบ้านเป็น “มุมสร้างสรรค์” สำ�หรับลูก เช่น มุมวาดรูประบายสีที่มีอุปกรณ์ศิลปะพร้อม มุมหนังสือที่มีนิทานและหนังสือภาพที่กระตุ้นจินตนาการ หรือมุมบล็อกตัวต่อ/ ตัวต่อเลโก้ที่ให้ลูกได้ต่อสร้างสิ่งต่างๆ ตามใจชอบ การมีมุมกิจกรรมเหล่านี้ จะชักชวนให้เด็กอยากใช้เวลาทำ�สิ่งสร้างสรรค์แทนการดูโทรทัศน์หรือ เล่นแท็บเล็ตไปเรื่อยเปื่อย ผู้ปกครองควรเลือกสื่อและของเล่นที่หลากหลาย เหมาะกับวัยลูกให้เขาได้ลองเล่นหลายๆ แบบ ทั้งงานศิลปะ ดนตรี วิทยาศาสตร์ง่ายๆ และบทบาทสมมติ โดยเน้นของเล่นที่เปิดกว้างให้เด็ก

RkJQdWJsaXNoZXIy MTUzMTk1Mw==