นิตยสาร สสวท. ฉบับที่ 259

ปีที่ 54 ฉบับที่ 259 มีนาคม - เมษายน 2569 | 39 เป็นเหตุไปสู่ผลสุดท้าย คือ “ปัญญา” โดยใช้กระบวนการคิดโยนิโสมนสิการ (ภาพ 1) กระบวนการของผัสสะ (ขั้นที่ 1 - 2) และการเกิดปัญญา (ขั้นที่ 3 - 4) เป็นกระบวนการหลักที่เกิดผลกับผู้เรียนแต่วิธีการจะต่างกัน ผัสสะเป็น กระบวนการอัตโนมัติที่เกิดได้กับทุกคนที่มีประสาทสัมผัส เมื่อทำ� “เหตุ 1” ย่อมเกิด “ผล 1” โดยตัวมันเอง แต่กระบวนการเกิดปัญญาจากขั้นที่ 3 ไปขั้นที่ 4 (เหตุ 2 ผล 2) นักเรียนต้องการการโคชให้คิดขั้นสูงเชื่อมโยง ประสบการณ์รู้กับสิ่งที่รู้เดิมจนเกิดเป็นปัญญาใหม่ ผลเกิดแก่นักเรียนในแกนตั้งขั้นที่ 2 และ 4 ได้เมื่อครูสร้าง เหตุ 1 และ 2 ในแกนนอนให้เกิดแก่นักเรียน ขั้นที่ 3 เป็นหน้าที่สำ�คัญของครู เพราะเป็นเหตุของการเกิดปัญญา ปัญญาเกิดจากโยนิโสมนสิการ “คิดจน เข้าใจความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของปรากฏการณ์ที่รู้” กระบวนการทั้ง 4 ขั้น คือ ความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียน ในการทำ�โครงงานวิจัย (วิจัย คือ กระบวนการเอาผัสสะมาสร้างปัญญา ตัวใหม่จากปัญญาตัวเดิม) โครงงานฐานวิจัย ความรู้หรือปัญญาจากประสบการณ์สร้างได้จากการเอา ความรู้เดิมมาร่วมอธิบายประสบการณ์ใหม่จนเ กิดความรู้หรือ ความเข้าใจใหม่ การทำ�โครงงานจึงไม่ใช่เพียงให้ทำ�จาก 1 เพื่อให้ได้รู้ 2 เท่านั้น การทำ�โครงงานที่ครบ 4 ขั้นตอนตามหลักการเรียนรู้จาก ประสบการณ์อธิบายได้จากภาพ 2 โครงงานฐานวิจัยเป็นการเรียนรู้เช่นเดียวกับการเรียนรู้จาก ประสบการณ์ เมื่อลงมือทำ�โครงงาน (ขั้นที่ 1) นักเรียนจะ “รู้ปัจจุบัน” ขณะนั้น เช่น ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น เรียกรู้ What จากประสาทสัมผัส (ขั้นที่ 2) จนกระทั่ง ครูทำ�หน้าที่โคชให้เอา “รู้เดิม” มาเข้ากระบวนการคิดเหตุและผล นักเรียน จะ “รู้ซึ้ง” หรือเข้าใจ Why ของ What แล้วสรุปด้วยความคิดวิเคราะห์ และสังเคราะห์อย่างมีตรรกะให้เป็น “รู้ใหม่” (ขั้นที่ 4) ปัญญาใหม่จะไปแทน ปัญญาเดิม การซ้ำ�กระบวนการด้วยโจทย์ซับซ้อนช่วยหมุนเกลียวปัญญา ให้สูงขึ้น เรียก Scaffolding Project ครูเป็นผู้อำ�นวยความสะดวก (Facilitator) และพี่เลี้ยง (Mentor) ในการคิดโจทย์โครงงานขั้นตอนที่ (1) การผุดบังเกิดของปัญญา ขั้นตอนที่ (4) มีความซับซ้อน เพราะต้องผ่านการคิดวิเคราะห์และ คิดสังเคราะห์ของขั้นตอนที่ (3) ที่ผู้เรียนต้องได้รับการโคชให้หลอมรวม ประสบการณ์กับความรู้เดิม และใช้ความคิดขั้นสูงสร้างความรู้ใหม่ การเห็นโจทย์ใหม่ตามบริบทสังคม วัฒนธรรมของขั้นตอนที่ 1 ยังเป็นจุดอ่อน เราจึงเห็นนักเรียนทำ�โครงงานซ้ำ�ๆ กัน ทักษะการโคช ในขั้นตอนที่ 3 ยิ่งเป็นจุดอ่อนยิ่งกว่า โครงงานทั่วไปมักจบที่ขั้นตอนที่ 1 และ 2 การนำ�เสนอของ นักเรียนจึงเป็นเพียงระดับรู้ ไม่ได้พูดจากความเข้าใจในการเกิดปัญญา ของตน การพัฒนาการสอนโครงงานจึงต้องพัฒนาทักษะครูในการเป็น ผู้อำ�นวยความสะดวกและพี่เลี้ยงครูในขั้นตอนที่ 1 และการเป็นโคชใน ขั้นตอนที่ 3 หากเราเข้าใจการเรียนรู้จากประสบการณ์อย่างถ่องแท้ เราจะ เห็นโอกาสสร้างการเรียนรู้จากบริบทจริง นักเรียนได้วิธีการเรียนรู้ติดตัว ไปใช้ตลอดชีวิต (Life-long Learning) ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาควรมี กระบวนทัศน์ใหม่ต่อการทำ�โครงงาน สรุป การสอนโครงงานควรนำ�ไปสู่การ “สร้างปัญญา” (Constructivism) ผ่านวงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ ปัญญาได้จากการสะท้อนคิด (Reflection) เพื่อหาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลในสิ่งที่ลงมือทำ�กับ สิ่งที่รู้ ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากการสอนเนื้อหาเป็นการออกแบบ “เหตุ” เพื่อให้เกิด “ผล” ที่ตัวผู้เรียน วิธีการ คือ ทำ�ให้เด็กเกิด “ผัสสะ” จาก การกระทำ� แล้วใช้การ “คิด” เป็นเครื่องมือจนเข้าใจความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ของปรากฏการณ์นั้น โครงงานฐานวิจัยจึงไม่ใช่เพียงการทำ�เพื่อให้รู้ว่า “คืออะไร” (What) แต่ต้องโคชให้เด็กใช้ความรู้เดิมและตรรกะมาสร้าง ความเข้าใจว่า “ทำ�ไม” (Why) จนเกิดเป็นปัญญาใหม่ที่สูงขึ้น ภาพ 1 วงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ ภาพ 2 กระบวนการ Experiential Learning ในโครงงานฐานวิจัย 1 2 3 4 1 1 2 2 ขั้นที่ 1 ลงมือทำ� ขั้นที่ 3 โยนิโสมนสิการ ขั้นที่ 4 ปัญญา ขั้นที่ 2 รู้ 2 1 what why 4 3 ขั้นที่ 1 ทำ�โครงงาน ขั้นที่ 2 ประสบการณ์รู้ ขั้นที่ 3 โยนิโสมนสิการ ขั้นที่ 4 ปัญญาใหม่

RkJQdWJsaXNoZXIy MTUzMTk1Mw==