นิตยสาร สสวท. ฉบับที่ 259

ปีที่ 54 ฉบับที่ 259 มีนาคม - เมษายน 2569 | 59 ส วัสดีผู้อ่านที่รักของต่าย ในทุกนาทีที่หมุนเวียนผ่านจะมีการเปลี่ยนแปลง มากมายเกิดขึ้นทั้งเรื่องที่ดี ไม่ดี เรื่องที่ถูกใจ ไม่ถูกใจ ปะปนกันไปในั ดส่วนที่ต่างกันของแต่ละช่วงเวลา ก่อนหน้านี้ต่ายก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าการทำ�สงครามของอเมริกาที่ร่วมมือกับอิสราเอลบุกโจมตีอิหร่านจะ ส่งผลกระทบต่อชาวนาไทยได้ จน ณ เวลานี้ ต่ายได้เห็นข่าวชาวนา ประกาศหยุดทำ�นาจนอาจจะเกิดสภาวะวิกฤต “นาล่ม” ซึ่งเป็นสัญญาณ อันตรายอย่างมากต่อคนไทยทุกคน และยังเป็นแรงกดดันที่บีบให้ชาวนา ต้องทิ้งที่ดินอีกด้วย การตัดสินใจ “หยุดปลูกข้าว” ของชาวนาไม่ใช่เพราะ ขี้เกียจ แต่เป็นเพราะว่าหากยังคงฝืนทำ�ต่อไปก็จะทำ�ให้ชาวนาเป็นหนี้ เพิ่มมากขึ้น และผลกระทบจากการหยุดทำ�นานี้กำ�ลังจะลามมาถึงกระเป๋าเงิน ของคุณๆ ในไม่ช้า วิกฤตทางเศรษฐกิจที่สินค้าอุตสาหกรรมราคาแพงขึ้นและสินค้า ทางการเกษตรที่ราคาตกต่ำ�ลง ในทางเศรษฐศาสตร์เราเรียกว่า “Scissors Crisis” คุณลองมองปลายกรรไกรที่เมื่อกางมันออกเพื่อจะตัดอะไรบางอย่าง ปลายของกรรไกรจะชี้ไปคนละทาง เปรียบเสมือนราคาสินค้าสองกลุ่มที่ แตกต่างกันอย่างมาก เมื่อราคาปุ๋ย ราคาน้ำ�มัน (ซึ่งเป็นสินค้าอุตสาหกรรม) สูงขึ้น ต้นทุนของการทำ�นาจึงมีราคาพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับราคาขายข้าว โดยพบว่า ตอนที่กำ�ลังเขียนต้นฉบับนี้ ราคาน้ำ�มันดีเซล ขึ้นไปอยู่ที่ 47 - 50 บาท/ลิตร และปุ๋ยยูเรียพุ่งไปแตะที่ราคากระสอบ (50 กิโลกรัม) ละ 1,200 - 1,450 บาท ในขณะที่ราคาข้าวเปลือกกลับตกต่ำ�ลงเหลือเพียง 5,000 - 6,000 บาทต่อตัน เมื่อหักลบกันแล้วผลลัพธ์คือ “ติดลบ” นี่คือ สาเหตุหลักในการ “ประกาศหยุดทำ�นา” ของชาวนาและต่อมาสิ่งที่เรา จะต้องพบหลังจากชาวนาหยุดปลูกข้าวก็คือ ราคาข้าวสารจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ตอนนี้ที่ราคาข้าวยังไม่เพิ่มเพราะว่าเรายังมี “สต็อกข้าวเก่า” ช่วย พยุงไว้ แต่เมื่อเข้าสู่ปลายปี พ.ศ. 2569 ถึงต้นปี พ.ศ. 2570 เมื่อสต็อกเดิม หมดลง และไม่มีข้าวใหม่จาก “นาปรัง” มาเติมในระบบเนื่องจากชาวนา พักนา เมื่อนั้นราคาข้าวสารในมือคุณจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงแบบหลีกเลี่ยง ไม่ได้อย่างแน่นอน ยังก่อน ยังไม่จบเพียงเท่านั้นเพราะว่าเมื่อข้าวสารซึ่งเป็นวัตถุดิบ ต้นน้ำ�มีราคาสูงขึ้น มันจะเกิด “ผลกระทบแบบโดมิโนล้ม” ไปยังอุตสาหกรรม อื่นๆ ทันที เพราะข้าวไม่ได้เป็นแค่ “อาหารจานหลัก” ของคนไทยเท่านั้น แต่ข้าวยังเป็นส่วนประกอบสำ�คัญในสินค้าที่เราใช้ในชีวิตประจำ�วันอีก ต่าย แสนซน Q U I Z หลายๆ อย่างในแบบที่คุณนึกไม่ถึงกันเลย และนี่คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จะ ได้รับผลกระทบหนักที่สุด และมีแนวโน้มที่ต้องปรับราคาตามราคาข้าว 1. กลุ่มอาหารแปรรูปและเส้นต่างๆ กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบแบบ ตรงตัวที่สุด เพราะข้าวเป็นวัตถุดิบหลัก 100% ก. เส้นก๋วยเตี๋ยวและขนมจีน ทั้งเส้นเล็ก เส้นใหญ่ เส้นหมี่ และขนมจีนอบแห้ง ผลิตจากแป้งข้าวเจ้า หากราคาข้าวพุ่ง เส้นเหล่านี้ จะขยับราคาตามทันที ข. แป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียว วัตถุดิบพื้นฐานของขนมไทย และสารให้ความหนืดในอาหารแช่แข็ง ค. โจ๊กกึ่งสำ�เร็จรูปและข้าวสวยพร้อมทาน สินค้ากลุ่มสะดวกซื้อ ที่ใช้ข้าวเป็นส่วนประกอบหลัก 2. กลุ่มเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว หลายคนอาจลืมไปว่า “ขนมกรุบกรอบ” จำ�นวนมากทำ�มาจาก ข้าว เช่น ก. Rice Crackers (ข้าวเกรียบ) ขนมอบกรอบที่ทำ�จากข้าวเจ้า หรือข้าวเหนียว ข. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โรงกลั่นเหล้าขาวและเบียร์บางประเภท ใช้ “ปลายข้าว” เป็นวัตถุดิบหลักในการหมัก หากต้นทุนข้าวสูงขึ้น ราคา ปลายข้าวก็จะสูงขึ้นด้วย ส่งผลทำ�ให้ราคาเครื่องดื่มเหล่านี้ย่อมได้รับ ผลกระทบ 3. กลุ่มอาหารสัตว์ (กระทบย้อนกลับมาที่เนื้อนมไข่) นี่คือจุดที่อันตรายที่สุด เพราะ “รำ�ข้าว” และ “ปลายข้าว” คือ ส่วนประกอบสำ�คัญของอาหารสัตว์ ก. เมื่อชาวนาปลูกข้าวน้อยลง รำ�ข้าวและปลายข้าวในตลาดก็จะ ลดจำ�นวนลงไปด้วย ข. ต้นทุนอาหารหมู อาหารไก่ และอาหารวัวนมจะพุ่งสูงขึ้น ค. ผลลัพธ์สุดท้ายก็จะทำ�ให้ ราคา เนื้อหมู ไก่ นม และไข่ไก่ จะแพงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะเป็นวงจรเงินเฟ้อที่กระทบปากท้องประชาชน รุนแรงกว่าราคาข้าวสารเสียอีก จากสินค้าทั้ง 3 กลุ่ม พบว่า สินค้าประเภทก๋วยเตี๋ยว ร้านอาหาร จะมีการปรับราคาค่อนข้างเร็วเพราะต้นทุนวัตถุดิบมีการปรับราคาวันต่อวัน จนทำ�ให้พ่อค้าแม่ค้าซึ่งมีภาระการใช้เงินแบบหมุนเวียนมีรายได้และ ที่มา: AI generative image

RkJQdWJsaXNoZXIy MTUzMTk1Mw==