นิตยสาร สสวท. ฉบับที่ 259

60 | นิตยสาร สสวท. รายจ่ายจากการขายแบบวันต่อวันทำ�ให้ไม่สามารถแบกรับภาระทางการเงิน หรือต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นได้ กลุ่มต่อมาก็คือ กลุ่มขนม ที่จะมีการปรับราคา ตามมาช้าหน่อยเพราะมักจะมีสต๊อกวัตถุดิบสำ�รองไว้เนื่องจากส่วนใหญ่เป็น ผู้ประกอบการที่พอจะมีทุนหมุนเวียนอยู่ และกลุ่มสุดท้ายที่จะปรับราคา ช้าสุดเพราะว่าผลกระทบจากราคาอาหารสัตว์จะใช้เวลาสะท้อนออกมาที่ ตัวสัตว์ แต่จะปรับขึ้นยาวๆ ไปและราคาจะลดลงยากกว่ากลุ่มอื่นๆ เราลองมาคาดเดากันดูว่าราคาน้ำ�มันจะลดลงอย่างถาวร หรือไม่ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับการผลิตและขายน้ำ�มันของ ประเทศอิหร่านถูกทำ�ลายและเสียหายจากภาวะสงครามไปมาก ต้อง ใช้เวลาและเงินในการซ่อมแซมจนกว่าจะกลับมาผลิตและส่งออกน้ำ�มันได้ ปริมาณเท่าเดิมก่อนเกิดสงคราม ถ้าเช่นนั้น ความเสี่ยงของราคาข้าวจะเกิดขึ้น เมื่อไหร่กัน ปลายปี พ.ศ. 2569 ประมาณเดือน พฤศจิกายน - ธันวาคม ต่าย และผู้อ่านทุกท่านน่าจะเริ่มเห็นวิกฤตราคาข้าวเพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่ ข้าวนาปีออกสู่ตลาด ราคาข้าวสารจะเริ่มขยับขึ้นแต่จะยังคงอยู่ในระดับที่ “ตึงตัว” เพราะยังมีข้าวเก่าในสต็อกช่วยพยุงราคาเอาไว้ ถือเป็นช่วง “หน่วง ราคา” กันแบบสุดๆ แต่พื้นที่ที่มีการแข่งขันทางการตลาดน้อย โดยเฉพาะ ในต่างจังหวัด อาจจะเห็นมีการปรับราคาขึ้นได้ และสิ่งที่จะทำ�ให้ราคาข้าว ปลายปี พ.ศ. 2569 แพงขึ้นทันที ก็คือ “การกักตุน” สินค้า หากพ่อค้า คนกลางหรือผู้บริโภคเกิดความตระหนก (Panic) และเริ่มกักตุนข้าวสาร ล่วงหน้า กลไกตลาดจะผลักดันให้ราคาพุ่งสูงขึ้นก่อนที่ข้าวจะขาดแคลนจริง เสียอีก เรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือและถ้า ทำ�ไม่ได้ เราก็จะเห็นผลของการจัดการในแบบเดียวกับเรื่อง “การตามจับ ไอ้โม่งกักตุนน้ำ�มัน” ซึ่งจับใครไม่ได้เลย และต้นปี พ.ศ. 2570 ต่ายมั่นใจว่า คนไทยจะพบวิกฤตการ ขาดแคลนข้าวและราคาข้าวแพงขึ้นเนื่องจากไม่มีข้าวนาปรังมาเติมในระบบ สต็อกเก่าหมดเกลี้ยง ผลผลิตในประเทศหายไปอย่างมีนัยสำ�คัญ ราคา ข้าวสารในตลาดค้าปลีกก็จะพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนตามลำ�ดับ และเหมือนเดิม ปัญหาราคาข้าว ราคาน้ำ�มัน เป็นภาพจำ�ลองที่ทำ�ให้ต่ายและคุณมองเห็น “ความเหลื่อมล้ำ�ในช่วงวิกฤต” ได้ชัดเจนมากขึ้น ในทางเศรษฐศาสตร์และ สังคมศาสตร์ สิ่งที่เรากำ�ลังกังวลมันคือพื้นฐานความจริงที่มักเกิดขึ้นซ้ำ� ในประวัติศาสตร์โลก โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์ คือ “นายทุน” และ “ผู้กักตุน” โดยการกักตุนสินค้าในช่วงนี้ทำ�ให้ได้กำ�ไรมหาศาลโดยไม่ต้องลงแรง เพิ่มเติมใดๆ และเขาสามารถเลือกขายให้กับคนที่จ่ายเงินซื้อเขาไหวเท่านั้น การหวังให้เขาลดราคาทำ�ได้ยาก ส่วนกลุ่มที่แบกรับภาระ คือ “ผู้ที่มี รายได้น้อย หรือ คนจน” จากวิกฤตน้ำ�มัน จะเห็นได้ว่า แม้คนจนจะไม่ได้ เติมน้ำ�มันโดยตรง แต่คนจนต้องซื้อ “ข้าวสาร” “สินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ” ที่มีต้นทุนค่าขนส่งจากราคาน้ำ�มันทำ�ให้สินค้าต่างๆ ราคาแพงขึ้นตาม น้ำ�มันอยู่ดี ผลสุดท้ายจะยิ่งทำ�ให้ช่องว่างระหว่างฐานะของคนจนและ คนรวยเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ยังมีอีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชาวนา ก็คือ “ภาษี ที่ดิน” เพราะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่สุด เนื่องจากเมื่อชาวนาหยุดปลูกข้าวเพื่อ “หยุดขาดทุน” พวกเขากลับต้องไปเจอวิกฤตซ้ำ�สองจากกฎหมายภาษี ที่ดินที่ทำ�ให้เขาต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าเดิมคือ จากเดิมที่ทำ� การเกษตรจะเสียภาษี 0.01% ของราคาที่ดิน แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำ� ประโยชน์ใดๆ จะต้องเสียภาษีในอัตรา 0.3% ของราคาที่ดิน ซึ่งสูงกว่า ตอนทำ�นามากถึง 30 เท่า และชาวนาที่ไม่มีรายได้จากการขายข้าวอยู่แล้ว จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายภาษี สุดท้ายทางออกเดียวที่เหลืออยู่คือการ “ขาย ที่ดินทิ้ง” ในราคาถูกให้กับนายทุนที่มีเงินเย็นรอช้อนซื้อ สุดท้ายนี้ ต่ายอยากบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่ชาวนาหยุด ปลูกข้าวเพื่อเปลี่ยนไปทำ�อย่างอื่น แต่มันคือ การ “จำ�ใจต้องหยุดปลูก” เพราะน้ำ�มันดีเซลที่เปรียบเสมือนเลือดหล่อเลี้ยงเครื่องจักรที่ช่วยในการ ทำ�นามันแพงเกินกว่าที่เลือดในกายชาวนาจะแลกมาได้ และนี่คือจุดเริ่มต้น ของวิกฤตที่แท้จริงที่จะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของคนไทยทุกคน หากรัฐบาลไม่มีมาตรการอุดหนุนต้นทุน หรือปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่ดิน เพื่อคุ้มครองเกษตรกรรายย่อย เราอาจกำ�ลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “ข้าวราคาแพง และชาวนาไม่มีที่ดินทำ�กิน” ในวิกฤตครั้งนี้ ชาวนาไม่ได้แค่สูญเสียรายได้ แต่เขากำ�ลังสูญเสีย ‘เครื่องมือทำ�กิน’ และคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศจะใช้ ชีวิตยากลำ�บากมากยิ่งขึ้น! ต่ายอยากให้คุณๆ มองเห็นว่า วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่เรื่องในห้องทดลอง แต่คือเรื่องของ ‘ปากท้อง’ และ ‘ความเป็นธรรม ในสังคม’ การที่เราเข้าใจที่มาของราคาข้าว วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับปุ๋ย น้ำ�มัน และกลไกภาษีที่ดิน จะทำ�ให้เราไม่ตื่นตระหนกจนต้องไปแย่งกันกักตุนสินค้า แต่มีไว้เพื่อให้เรา ‘ตระหนักรู้’ และเตรียมรับมือกับค่าครองชีพที่จะ เปลี่ยนไปอย่างมีสติ เพราะเมื่อเราเข้าใจโครงสร้างของปัญหา เราจะเริ่ม มองเห็นความสำ�คัญของการสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย และการเรียกร้อง นโยบายรัฐที่เท่าเทียม ต่ายหวังว่าเนื้อหาในฉบับนี้จะช่วยให้คุณๆ มองเห็น ความเชื่อมโยงของโลกใบนี้ ตั้งแต่เสียงระเบิดในตะวันออกกลาง ไปจนถึง จานข้าวบนโต๊ะอาหารของครอบครัวเรา คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจและกลไก ราคาพลังงานที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารได้ที่ลิงก์นี้ FAO หวั่นโลก ขาดแคลนปุ๋ย ไทยจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง-อาหารราคาสูงจากสงคราม ชี้ตั้งรับ ทั้งแผนสั้น-ยาว - ThaiPublica และถ้ามีประเด็นไหนที่สนใจเป็นพิเศษ เช่น เรื่อง “รากับมนุษย์: เปิดความลับ “ญาติสนิท” ทางวิวัฒนาการ และประโยชน์ มหาศาลที่คุณอาจไม่เคยรู้” สามารถอ่านได้ที่ https://www.blockdit.com /posts/69c5fa5ee276172b9b99feff หรืออยากให้ต่ายไปสืบเสาะ เรื่องราวอะไรเพื่อมาเล่าให้ฟังอีก แวะมาคุยกับต่ายได้ที่ Blockdit แล้วพบกันใหม่ ฉบับหน้า “รู้ทันวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อชีวิตที่มั่นคง” ต่าย แสนซน

RkJQdWJsaXNoZXIy MTUzMTk1Mw==