นิตยสาร สสวท. ฉบับที่ 260
60 | นิตยสาร สสวท. 1) มาตรการทางชีวภาพด้วยการทำ�ให้ปลาเป็นหมัน (Genetic Biocontrol) งานวิจัยสนับสนุนให้เร่งศึกษาและพัฒนาการนำ�เทคโนโลยี มาใช้ควบคุมประชากร โดยเฉพาะการผลิตและปล่อยปลาหมอคางดำ� เพศผู้ที่เป็นหมันที่มีชุดโครโมโซม 3 ชุด (Sterile Triploid Tilapia) ออกสู่ แหล่งน้ำ�ธรรมชาติ เพื่อให้ไปผสมพันธุ์กับปลาในธรรมชาติแล้วได้ลูกที่ ไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและ ยอมรับกันในระดับสากล 2) การควบคุมเชิงพาณิชย์และการสร้างแรงจูงใจ (Economic Incentives) โดยเสนอแนะว่าภาครัฐควรส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้ชุมชน เกิดการจับปลาหมอคางดำ�ออกจากระบบนิเวศขนานใหญ่ (Massive Catch) แล้วสนับสนุนการนำ�ปลาที่จับได้เหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เช่น การแปรรูปเป็นปลาป่น (Fish Powder) สำ�หรับอาหารสัตว์ หรือทำ�ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อช่วยลดประชากรปลาควบคู่ไปกับการพยุงเศรษฐกิจของท้องถิ่น 3) การดึงพลังสังคมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (Public Involvement & Online Platform) เพื่อทำ�การเฝ้าระวังบริเวณแนวหน้าของ การระบาด (Invasion Front) ซึ่งเป็นเรื่องวิกฤตมาก งานวิจัยจึงเสนอให้พัฒนา แพลตฟอร์มออนไลน์ (Online Platform) สำ�หรับรายงานและติดตามสิ่งมีชีวิต ต่างถิ่น เพื่อให้ประชาชนและนักสืบสายน้ำ�สามารถแจ้งพิกัดเมื่อพบเห็น ปลาหมอคางดำ�ได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่สาธารณชน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำ�ไปปล่อยในแหล่งน้ำ�แห่งใหม่ 4) การบังคับใช้หลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Policy) เพื่อเป็นบทเรียนราคาแพงในอนาคต งานวิจัยเสนอว่าภาครัฐ จำ�เป็นต้องนำ�หลักการทางกฎหมายที่เรียกว่า “Polluter Pays Policy” มาบังคับใช้อย่างจริงจัง หากมีหลักฐานเชื่อมโยงชัดเจนว่าความเสียหาย เกิดจากผู้ใด ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจาก การควบคุม การบรรเทาผลกระทบ และการฟื้นฟูระบบนิเวศ มาตรการนี้ จะช่วยกระตุ้นให้ภาคส่วนต่างๆ หันมาเข้มงวดกับระบบความปลอดภัยทาง ชีวภาพ (Biosecurity) มากยิ่งขึ้น จากที่ต่ายเล่ามา ต่ายเชื่อว่า คุณๆ จะเห็นพ้องต้องกันกับต่ายว่า มหากาพย์ปลาหมอคางดำ�ในครั้งนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า “ปัญหา การรุกรานของเอเลี่ยนสปีชีส์มีความซับซ้อนและสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง เกินกว่าจะใช้วิธีไล่จับเพียงอย่างเดียว” การผสมผสานระหว่างองค์ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งการใช้ปลาที่เป็นหมัน การสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลร่วมกับ ชุมชน และการใช้มาตรการทางกฎหมายที่เด็ดขาด จะเป็นกุญแจสำ�คัญ สำ�หรับการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงทางอาหาร ของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไป และสุดท้าย ถ้ามีประเด็นไหนที่คุณๆ สนใจเป็นพิเศษ เช่น เรื่อง “ปลุก ‘โรงไฟฟ้าเซลล์’ ให้ตื่น ความลับระดับ โมเลกุลที่บอกว่าทำ�ไมการออกกำ�ลังกายถึงเปลี่ยนชีวิตคุณๆ ได้” คุณสามารถ อ่านได้ที่ https://www.blockdit.com/posts/6a18d3add56e01a2849a3fb8 หรือถ้าอยากให้ต่ายไปหาเรื่องราวอะไรเพื่อมาเล่าให้ฟังอีก แวะมาคุยกับต่าย ได้ที่ Blockdit นะจ๊ะ แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า แหล่งต้นกำ�เนิดเดียว (Multiple introductions) แต่อาจมีช่องทางการหลุดรอด อื่นๆ เช่น ขบวนการลักลอบนำ�เข้าสัตว์น้ำ�ต่างถิ่นผิดกฎหมายในธุรกิจ ปลาสวยงาม หรือการนำ�เข้าลอตอื่นที่ไม่ได้ผ่านการบันทึกในระบบควบคู่ ไปกับการเคลื่อนย้ายโดยฝีมือมนุษย์ (Anthropological Translocations) จนทำ�ให้ประชากรปลาเกิดการผสมผสานทางสายพันธุ์และแพร่กระจายไป ทั่วประเทศอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ทำ�ไมผู้ทำ�หลุดรอดในอดีตจึงยังไม่ถูกลงโทษทางกฎหมาย นี่คือประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและเกิดความเคลือบแคลงใจว่า เหตุใดภาครัฐจึงยังไม่สามารถเอาผิดหรือลงโทษบริษัทเอกชนที่ถูกตั้ง ข้อสงสัยได้ คำ�ตอบในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ความละเลยของเจ้าหน้าที่ แต่อยู่ที่ “ช่องว่างทางกฎหมาย” (Legal Loopholes) และข้อจำ�กัดในการพิสูจน์ตาม กระบวนการยุติธรรม โดยเราสามารถพิจารณาในกรณีของ 1) คดีอาญา พบว่าในช่วงปี ค.ศ. 2010 - 2012 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ของการนำ�เข้าและการระบาดในระยะแรกนั้น ปลาหมอคางดำ�ยังไม่ได้ถูก ประกาศให้เป็นสิ่งมีชีวิตต้องห้าม สิ่งมีชีวิตห้ามเพาะเลี้ยง หรือสัตว์น้ำ� ควบคุมตามกฎหมายไทย (การประกาศสั่งห้ามนำ�เข้า เพาะเลี้ยง และ ครอบครอง เพิ่งเกิดขึ้นในเวลาต่อมาหลังจากการระบาดรุนแรงขึ้น โดย ประกาศในปี ค.ศ. 2018 หรือ พ.ศ. 2561) ดังนั้น ในช่วงเวลานั้นการทำ� ปลาหลุดรอดไม่ว่าจะเกิดจากความประมาทเลินเล่อหรืออุบัติเหตุจาก ภัยธรรมชาติจึงยังไม่มีฐานความผิดอาญามารองรับและกฎหมายไม่สามารถ ตราขึ้นเพื่อลงโทษย้อนหลังได้ 2) คดีแพ่ง กรณีของความรับผิดชอบทางแพ่งในการฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายเชิงสิ่งแวดล้อมหรือค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ โจทก์ (ซึ่งอาจเป็น หน่วยงานรัฐหรือเกษตรกรผู้เสียหาย) มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ได้จน สิ้นสงสัยว่า “ความเสียหายของระบบนิเวศในปัจจุบันเป็นผลสืบเนื่องโดยตรง มาจากปลาที่หลุดรอดจากบ่อของจำ�เลยรายนั้นๆ เท่านั้น” ทว่าเมื่อผลงาน วิจัยทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่ามีการระบาดจาก “หลากหลายแหล่งและ หลายช่วงเวลา” (Multiple Introductions) ฝ่ายจำ�เลยย่อมสามารถ ใช้ข้อเท็จจริงนี้หักล้างในชั้นศาลได้ทันทีว่าปลาที่สร้างความเสียหายใน แหล่งน้ำ�ธรรมชาติอาจมาจากสายพันธุ์โกตดิวัวร์ หรือสายพันธุ์อื่นๆ ที่ หลุดรอดมาจากช่องทางที่รัฐควบคุมไม่ได้เช่นกัน เมื่อไม่สามารถแยกแยะ สัดส่วนความเสียหายและการเชื่อมโยงของเหตุได้อย่างชัดเจน การเอาผิด ทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายมูลค่ามหาศาลจึงทำ�ได้ยากยิ่งในทางปฏิบัติ แนวทางการจัดการระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เมื่อการตามหาผู้รับผิดชอบในอดีตอาจต้องใช้กลไกทางกฎหมายที่ ใช้เวลานาน สิ่งสำ�คัญที่สุดในปัจจุบันที่บทความวิชาการฉบับนี้ Chaianunporn, T., Panthum, T., Singchat, W., Chaianunporn, K., Suksavate, W., Chaiyes, A., ... & Srikulnath, K. (2024). Sustainable ecosystem management strategies for tackling the invasion of blackchin tilapia (Sarotherodon melanotheron) in Thailand: Guidelines and considerations. Animals, 14(22), 3292. เน้นย้ำ�คือ “การบริหารจัดการเพื่อควบคุมและยับยั้งวิกฤต” โดยนักวิจัยได้เสนอแนวทางและข้อพิจารณาที่ต้องทำ�ควบคู่กันดังต่อไปนี้ ‘เข้าใจวิทยาศาสตร์ รู้ทันสิ่งแวดล้อม ร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืน’ ต่าย แสนซน
Made with FlippingBook
RkJQdWJsaXNoZXIy MTUzMTk1Mw==