นิตยสาร สสวท. ฉบับที่ 261
ปีที่ 54 ฉบับที่ 261 กรกฎาคม - สิงหาคม 2569 | 59 ส วัสดีผู้อ่านที่รักของต่าย ในยุคสมัยที่อาหารอร่อยหาง่ายเพียงแค่ปลายนิ้ว กดสั่ง และวิถีชีวิตของเด็กๆ ในปัจจุบันที่ขยับเขยื้อนน้อยลงกว่าในอดีต ภาพเด็กน้อยแก้มยุ้ยที่ผู้ใหญ่หลายคนมองว่า “น่ารักน่าเอ็นดู” หรือเด็กโตที่ดู “จ้ำ�ม่ำ�สมบูรณ์” อาจกำ�ลังซ่อนความลับที่น่ากังวลใจไว้ภายใต้ชั้นไขมันนั้น ต่ายอยากชวนทุกท่านมาเปิดมุมมองใหม่ผ่านเลนส์ของวิทยาศาสตร์ การแพทย์ว่า ทำ�ไม “ความอ้วน” ซึ่งตอนนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้เป็นโรคอ้วนซึ่งเป็นโรคระบาดไม่ติดต่อถึงกลายเป็นภัยเงียบ ที่น่ากลัวที่สุดในศตวรรษนี้สำ�หรับลูกหลานของเรา หลายคนอาจเคยได้ยิน คำ�ว่า “ไขมันพอกตับ” แต่ทราบหรือไม่ว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีภาวะ น้ำ�หนักเกินและโรคอ้วนทั่วโลกกำ�ลังเผชิญกับวิกฤต หรือภาวะที่เรียกว่า MAFLD (Metabolic Dysfunction-Associated Fatty Liver Disease) หรือโรคไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของระบบเมตาบอลิซึม โดย Metabolism หรือระบบเผาผลาญ ก็คือกระบวนการสร้างและสลายพลังงาน ในร่างกาย ซึ่งหากเกิดความไม่สมดุลจากการได้รับพลังงานเกินความจำ�เป็น ก็อาจนำ�ไปสู่ภาวะไขมันสะสมในตับและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้ ข้อมูลจากงานวิจัยระดับนานาชาติที่ตีพิมพ์ในวารสาร BMC Gastroenterology เมื่อตุลาคม พ.ศ. 2568 โดย Jia และคณะ ซึ่งคุณๆ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Jia, S., Ye, X., Wu, T., Wang, Z., & Wu, J. (2025). Global prevalence of metabolic dysfunction-associated fatty liver disease in children and adolescents with overweight and obesity: a systematic review and meta-analysis. BMC gastroenterology, 25(1), 691. โดยทีมวิจัยนี้ได้ทำ�การวิเคราะห์ข้อมูล จากงานวิจัยถึง 176 ฉบับ ครอบคลุมผู้เข้าร่วมกว่า 57,000 คน พบข้อมูล ที่น่าตกใจว่าความชุกของภาวะ MAFLD ในเด็กและวัยรุ่นที่มีน้ำ�หนักเกิน หรือเป็นโรคอ้วนสูงถึง 41.2% นั่นหมายความว่า เกือบครึ่งหนึ่งของเด็กกลุ่มนี้ กำ�ลังมีภาวะไขมันสะสมในตับเกินกว่าปกติซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบ การทำ�งานของร่างกายในระยะยาวอย่างเลี่ยงไม่ได้ ความน่าสนใจในเชิงลึกก็คือ คำ�ถามที่ว่า “ทำ�ไมไขมันจึง ไปกองอยู่ที่ตับ?” หนึ่งในตัวการสำ�คัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ น้ำ�ตาลฟรุกโตส (Fructose) ที่แฝงมากับเครื่องดื่มรสหวาน น้ำ�ผลไม้กล่อง เยลลี่ และเบเกอรี่ ที่เด็กๆ ชื่นชอบ ในขณะที่น้ำ�ตาลกลูโคสสามารถถูกนำ�ไปใช้เป็นพลังงานได้ โดยทุกเซลล์ทั่วร่างกาย แต่น้ำ�ตาลฟรุกโตสส่วนใหญ่จะถูกส่งตรงไป เผาผลาญที่ตับ หากร่างกายรับเข้ามาปริมาณมากเกินกว่าที่ตับจะจัดการได้ ตับจะถูกบังคับให้เปลี่ยนน้ำ�ตาลส่วนเกินเหล่านั้นให้กลายเป็นไขมันสะสม โดยตรง ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “De novo lipogenesis” การสะสมนี้เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของภาวะตับอักเสบเรื้อรัง (Steatohepatitis) และนำ�ไปสู่ ความผิดปกติของระบบเผาผลาญในร่างกาย รวมทั้งภาวะดื้ออินซูลิน (อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ทำ�หน้าที่ควบคุมระดับน้ำ�ตาลในเลือดให้ลดต่ำ�ลง) ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อหันกลับมามองสถานการณ์ในประเทศไทย ข้อมูลจาก การสำ�รวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567 - 2568) โดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และเครือข่ายโรงพยาบาลทั่วประเทศ ได้สะท้อนภาพสถานการณ์ที่น่าตกใจว่า ต่าย แสนซน เด็กไทยกำ�ลังเผชิญกับภาวะทุพโภชนาการเกินหรือ “ภาวะอ้วน” สูงถึง 27.4% เมื่อก้าวเข้าสู่วัยเรียน เมื่อเจาะลึกสถิติตามช่วงวัย จะพบความจริงที่น่ากังวลว่า ความอ้วนมีการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดตามช่วงอายุ • เด็กเล็ก (อายุ 1 - 5 ปี): มีภาวะเริ่มอ้วน 8.1% และภาวะอ้วน 7.2% • เด็กวัยเรียน (อายุ 6 - 11 ปี): มีภาวะเริ่มอ้วน 5.7% และ ภาวะอ้วน 5.5% • เด็กโต (อายุ 12 - 14 ปี): มีภาวะเริ่มอ้วน 8.7% และภาวะอ้วน 7.5% เมื่อเข้าสู่วัยเรียน (อายุ 6 - 14 ปี) สถิติภาวะอ้วนพุ่งสูงขึ้นถึง 27.4% ซึ่งเด็กที่มีภาวะอ้วนเหล่านี้จะมีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูงและโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับ เด็กปกติ รศ.ดร.วราภรณ์ เสถียรนพเก้า ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ คณะ สาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเด็กไทย ในปัจจุบันบริโภคอาหารแปรรูปและแปรรูปขั้นสูงในสัดส่วนที่สูงมาก โดย ประเภทอาหารที่เด็กอายุ 2 - 14 ปี นิยมกินเป็นประจำ� ได้แก่ • ขนมกรุบกรอบ: เป็นสิ่งที่เด็กนิยมกินมากที่สุด โดยกินเป็น ประจำ�ทุกวันหรือเกือบทุกวันสูงถึงเกือบ 40% และเป็นสัดส่วนอาหารที่สูงที่สุด ในทุกภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะภาคอีสานที่เด็กมากกว่าครึ่งกินขนมกรุบกรอบทุกวัน และ 1 ใน 3 ดื่มน้ำ�อัดลมทุกวัน • เครื่องดื่มและอาหารอื่นๆ: รองลงมาได้แก่ นมรสหวาน น้ำ�อัดลม น้ำ�หวาน ลูกชิ้นทอด ไส้กรอกทอด นมเปรี้ยวชนิดดื่ม ไอศกรีม บะหมี่กึ่งสำ�เร็จรูป ลูกอม และช็อกโกแลต โดยในภาคกลาง พบว่า 1 ใน 3 ดื่มน้ำ�อัดลมทุกวัน ขณะที่ภาคใต้มีสถิติดื่มนมรสจืดน้อยที่สุดในประเทศ มีเพียง 24.5% ที่ดื่มทุกวันเท่านั้น นอกจากนี้ ยังพบปัญหาที่น่าสังเกตอีกประการคือ เมื่อเด็กโตขึ้น จะมีแนวโน้มดื่มนมน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเด็กอายุ 2 - 5 ปี ดื่มนมทุกวัน สูงถึง 57.2% แต่พอเด็กโตขึ้นในช่วงอายุ 12 - 14 ปี กลับดื่มนมทุกวัน เพียง 22.8% เท่านั้น พฤติกรรมการกินเหล่านี้เมื่อผสมผสานกับวิถีชีวิต แบบเนือยนิ่ง (Sedentary Behavior) ที่ใช้เวลาหน้าจอนานติดต่อกัน หลายชั่วโมงจึงกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำ�ให้เด็กไทยสะสมพลังงาน ส่วนเกินอย่างไร้สมดุล Q U I Z ภาพจาก: https://www.hifamilyclub.com/toddler/health-and-nutrition/the-danger-of-over- weight-baby.html
Made with FlippingBook
RkJQdWJsaXNoZXIy MTUzMTk1Mw==