IPST262

ปีที่ 54 ฉบับที่ 262 กันยายน - ตุลาคม 2569 | 11 การวิจัยครั้งนี้ดำ�เนินการตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental Design) โดยเลือกใช้แผน การทดลองรูปแบบกลุ่มเดียวที่มีการวัดผลทั้งก่อนและหลังเรียน (One-Group Pretest-Posttest Design) เพื่อศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การพัฒนาความสามารถในการสร้างคำ�อธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ (Claim, Evidence, Reasoning: CER) และศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์อย่างเป็นระบบในห้องเรียนจริง ป ระชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ ที่กำ�ลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ี การศึกษา 2568 และได้ลงทะเบียนเรียนรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกอบด้วย รายวิชาฟิสิกส์ ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ 4 (ว30214) รายวิชาไฟฟ้าและแม่เหล็ก (ว30204) และรายวิชาฟิสิกส์พลังสิบ 4 (ว32212) ซึ่งเป็นรายวิชาเพิ่มเติมภายใต้ โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ รวมจำ�นวน 7 ห้องเรียน มีจำ�นวนผู้เรียน รวม 257 คน สำ�หรับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ผู้วิจัยได้ดำ�เนินการ เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากห้องเรียน ที่ผู้วิจัยได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่สอนจริงในโรงเรียนดังกล่าว โดย เลือกผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 แผนการเรียนเน้นวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งกำ�ลังเรียนรายวิชาฟิสิกส์ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ 4 (ว30214) มีจำ�นวนผู้เรียนที่เข้าร่วมกระบวนการวิจัยอย่างครบถ้วน ตลอดภาคเรียนรวม 35 คน เครื่องมือที่ผู้วิจัยได้คิดค้น ปรับเปลี่ยน และพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ ในการดำ�เนินการวิจัยแบ่งออกเป็นสี่ส่วนหลัก ส่วนแรก คือ เครื่องมือที่ใช้ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E บูรณาการร่วมกับกลยุทธ์ QPOCER (Question, Prediction, Observation, Claim, Evidence, Reasoning) เนื้อหาเรื่อง แม่เหล็กและไฟฟ้า จำ�นวน 26 แผนการสอน คิดเป็นเวลารวม 26 ชั่วโมงการเรียนรู้ ควบคู่กับการใช้ชุดบันทึกกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก รายบุคคล ทั้งนี้ กลยุทธ์ QPOCER หมายถึง กรอบแนวคิดและขั้นตอน ปฏิบัติเชิงรุกที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ประกอบด้วย Q (Question) การวิเคราะห์ คำ�ถามและระบุประเด็นปัญหา P (Prediction) การคาดคะเนคำ�ตอบหรือ ตั้งสมมติฐานอย่างมีเหตุผล O (Observation) การสังเกต การลงมือ ปฏิบัติทดลอง หรือการแจกแจงปริมาณของตัวแปรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ โจทย์ปัญหา C (Claim) การสร้างข้อกล่าวอ้างหรือสรุปคำ�ตอบที่ค้นพบ E (Evidence) การระบุหลักฐานเชิงประจักษ์และการแสดงขั้นตอนวิธีการ คำ�นวณทางฟิสิกส์เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้าง และ R (Reasoning) การให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์เพื่ออธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล ระหว่างหลักฐานกับข้อกล่าวอ้างตามหลักการของฟิสิกส์ ซึ่งเครื่องมือ ในส่วนนี้ผ่านการตรวจสอบและประเมินค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา จากผู้เชี่ยวชาญจำ�นวน 7 ท่าน โดยได้ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.85 ถึง 1.00 ทุกแผนการสอน ส่วนที่สอง คือ เครื่องมือที่ใช้ประเมินสัมฤทธิผล การเรียนรู้ ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เรื่อง แม่เหล็กและไฟฟ้า ซึ่งเป็นข้อสอบแบบปรนัยเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก จำ�นวน 25 ข้อ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.42 ถึง 0.71 มีค่าอำ�นาจ จำ�แนกรายข้ออยู่ระหว่าง 0.35 ถึง 0.68 และมีค่าความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบทั้งฉบับตามสูตรของคูเดอร์-ริชาร์ดสันเท่ากับ 0.84 ส่วนที่ สาม คือ แบบวัดความสามารถในการสร้างคำ�อธิบายทางวิทยาศาสตร์ มี คะแนนเต็มรวม 70 คะแนน โครงสร้างแบบวัดประกอบด้วยข้อคำ�ถามแบบ สองขั้นตอน (Two-tier) ที่เป็นแบบเลือกตอบพร้อมระบุเหตุผล (ตัวอย่าง เช่น คำ�ถามเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ศูนย์กลางของวงกลมเมื่อมีกระแสไฟฟ้า ไหลผ่านขดลวด โดยมีตัวเลือก ได้แก่ ก. ไม่เกิดสนามแม่เหล็ก ข. สนามแม่เหล็กหักล้างกันหมด ค. สนามแม่เหล็กอยู่เฉพาะรอบขอบขดลวด ง. สนามแม่เหล็กเสริมกันทำ�ให้มีค่ามากที่สุด พร้อมช่องให้ระบุคำ�อธิบาย เพิ่มเติม) ร่วมกับข้อคำ�ถามเชิงลึกที่ต้องเขียนอธิบายตามกรอบแนวคิด สากล Claim, Evidence, และ Reasoning โดยแบบวัดชุดนี้ผ่านการ ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Validity) จากผู้เชี่ยวชาญ มีค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.57 ถึง 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.81 และ ส่วนสุดท้าย คือ แบบสอบถาม ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ซึ่งผ่านการตรวจสอบ คุณภาพของเครื่องมือ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) จาก ผู้เชี่ยวชาญอยู่ระหว่าง 0.57 ถึง 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นแอลฟาของ ครอนบาคทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 การจัดรูปแบบกระบวนการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลและแบบแผน ปฏิบัติการในชั้นเรียน ผู้วิจัยได้ดำ�เนินการควบคู่กับการทำ�วิจัยเชิงปฏิบัติ การในชั้นเรียน (Action Research) โดยแบ่งออกเป็นสามระยะที่ชัดเจน ระยะแรกเริ่มก่อนการจัดกิจกรรม ผู้วิจัยให้ผู้เรียนกลุ่มตัวอย่างทำ�แบบ ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบวัดความสามารถในการสร้าง คำ�อธิบายทางวิทยาศาสตร์ฉบับก่อนเรียน โดยใช้เวลาในการทดสอบ นอกเวลาเรียนชุดละ 60 นาที ระยะต่อมาคือระหว่างการทดลอง ผู้วิจัย E1 คือ Engagement หรือขั้นกระตุ้นความสนใจ ซึ่งในโมเดลนี้บูรณาการกับ Q–Question คือ การตั้งคำ�ถามหรือระบุประเด็นปัญหา E2 คือ Exploration หรือขั้นสำ�รวจค้นหา ซึ่งบูรณาการกับ P–Predict และ O–Observe คือ การคาดคะเนและการสังเกตหรือทดลอง

RkJQdWJsaXNoZXIy MTUzMTk1Mw==