IPST262
14 | นิตยสาร สสวท. Bybee, R. W. (2014). The BSCS 5E Instructional Model: creating teachable moments. NSTA Press. McNeill, K. L. & Krajcik, J. S. (2008). Inquiry and Scientific Explanations: helping students use evidence and reasoning. Science as Inquiry in the Secondary Setting . 121–134. Pedaste, M., et al. (2015). Phases of Inquiry-Based Learning: definitions and the inquiry cycle. Educational Research Review, 14 : 47-61. Piaget, J. (1970). Science of Education and the Psychology of the Child. Viking Press. กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร แห่งประเทศไทย. กิตติพงษ์ พันธุกระแสร์. (2565). ผลของการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเทคนิค POE ในวิชาฟิสิกส์ เรื่องกลศาสตร์ ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วารสารวิจัย วิทยาศาสตร์ศึกษา, 4 (2): 75–85. กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ. (2567). รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ประจำ�ปีการศึกษา 2566-2567. โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ. ธนพล สุขเกษม. (2566). การพัฒนามโนทัศน์ทางฟิสิกส์ด้วยกระบวนการ Predict–Observe–Explain. วารสารวิจัยและนวัตกรรมการศึกษา, 18 (2): 73–89. นภดล ดวงจิตร. (2568). กระบวนการสืบเสาะเชิงรุกด้วยวัฏจักร 5E เพื่อพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ. วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษา, 10 (1): 45-58. ปิยนุช ขันทอง. (2566). การพัฒนาความสามารถในการเขียนคำ�อธิบายเชิงวิทยาศาสตร์โดยใช้กรอบ CER ร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุก. วารสารวิทยาการเรียนรู้และการสอน, 4 (1): 44–60. พัชรินทร์ รัตนวิจารณ์. (2565). การใช้ Scaffolding เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ฟิสิกส์และการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์. วารสารครุศาสตร์, 50 (3): 101–118. อริยพล ปรุงศักดิ์. (2564). การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะร่วมกับกรอบแนวคิด CER เพื่อลดข้อบกพร่องในการแปลความหมายข้อมูลวิชาฟิสิกส์. วารสารครุศาสตร์ฟิสิกส์, 8 (2): 89-104. บรรณานุกรม ผู้อำ�นวยความสะดวกในกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ลงมือ ปฏิบัติการทดลองจริง วิเคราะห์ผลคำ�นวณ ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ภายในกลุ่มเพื่อสร้างข้อสรุปเหตุผลด้วยตนเอง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้เรียน เกิดความกระตือรือร้นและมีเจตคติเชิงบวกต่อวิชาฟิสิกส์ สอดคล้องกับ กิตติพงษ์ พันธุกระแสร์ (2565) และ ธนพล สุขเกษม (2566) ที่พบว่า กระบวนการสืบเสาะร่วมกับเทคนิคที่เน้นการทำ�นาย การสังเกต และการอธิบาย ส่งผลเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์อย่างมีนัยสำ�คัญ องค์ความรู้ใหม่ ผลจากการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นและการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหาคำ�ตอบของผู้เรียน ทำ�ให้ผู้วิจัย สามารถสังเคราะห์และตกผลึกโครงสร้างนวัตกรรมออกมาเป็นองค์ความรู้ใหม่ ทางวิชาการที่เรียกว่า โมเดลระบบประคับประคองคิวพีโอซีอีอาร์ (QPOCER Scaffolding Model) ซึ่งเป็นแบบแผนนวัตกรรมสำ�หรับผู้สอนในการ ขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์เนื้อหาที่มีความซับซ้อนและเป็น นามธรรมสูง โมเดลดังกล่าวระบุถึงความจำ�เป็นในการใช้โครงสร้างของ วัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ทำ�หน้าที่เป็นกรอบใหญ่ในการ ควบคุมทิศทางภาพรวมของแผนการจัดการเรียนรู้ทั้งหมด ในขณะที่ใช้ กลยุทธ์กระบวนการคิดย่อยของ QPOCER ทำ�หน้าที่ควบคุมพฤติกรรม การเรียนรู้และการเขียนสะท้อนความคิดของผู้เรียนในแต่ละรายชั่วโมงผ่าน สื่อบันทึกกิจกรรม โดยกระบวนการทั้งหมดจะได้รับการหนุนเสริมด้วย กลไกการใส่ประโยคนำ�ทางเพื่อประคับประคองปัญญาในระยะแรกและ ถอดออกเมื่อผู้เรียนเกิดความเชี่ยวชาญ องค์ความรู้ใหม่นี้ชี้ชัดว่าความสำ�เร็จ ในการเรียนฟิสิกส์จะเกิดขึ้นได้เมื่อครูสามารถปรับขั้นตอนการคำ�นวณ เชิงตัวเลขให้ทำ�หน้าที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในฝั่งของโครงสร้างเพื่อใช้ สร้างคำ�อธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์ ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนำ�ผลการวิจัยไปใช้ ผู้สอนวิชาฟิสิกส์ สามารถนำ�โครงสร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบ 5E บูรณาการร่วมกับ กลยุทธ์ QPOCER ทั้ง 26 แผน และชุดบันทึกกิจกรรมเชิงรุกไปปรับ ประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และพัฒนาความสามารถ ในการสร้างคำ�อธิบายทางวิทยาศาสตร์ตามแนวทาง CER ของผู้เรียนได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ในช่วงแรกของการจัดการเรียนรู้ ผู้สอน ควรใช้ประโยคชี้แนะ (Scaffolding) เพื่อประคับประคองและลดภาวะ โหลดทางปัญญาของผู้เรียน โดยเฉพาะผู้เรียนกลุ่มอ่อนและปานกลาง แล้ว จึงค่อยๆ ถอดกรอบการช่วยเหลือออกเมื่อผู้เรียนเกิดความเชี่ยวชาญ นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารวิชาการของโรงเรียนควรสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ให้เพียงพอเพื่อให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติการทดลองจริง และนำ�ข้อมูลตัวเลขจากการทดลองมาใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence) ในการสร้างคำ�อธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างเป็นรูปธรรม สำ�หรับข้อเสนอแนะในการทำ�วิจัยครั้งต่อไป ควรขยายผล การศึกษาโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองที่แท้จริง (True-Experimental Design) ที่มีกลุ่มควบคุม (Control Group) เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือทาง สถิติ รวมทั้งควรศึกษาการใช้กลยุทธ์ QPOCER ร่วมกับตัวแปรอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การวินิจฉัยและแก้ไขมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางฟิสิกส์ หรือ การติดตามความคงทนในการเรียนรู้ของผู้เรียนในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ในการควบคุมกลไกทางปัญญา ผู้สอนต้องรักษา วินัยในการจัดกิจกรรมโดยใส่โครงสร้างประโยคชี้แนะไว้เฉพาะในช่วงแรก ของการฝึกฝน และต้องดำ�เนินการถอดถอนการช่วยเหลือออกในระยะต่อมา อย่างจริงจังเพื่อสร้างความคงทนและความเป็นอิสระในการคิดวิเคราะห์ ให้เกิดแก่ตัวผู้เรียน นอกจากนี้ ผู้สอนรายวิชาเคมีหรือชีววิทยาสามารถ นำ�โครงสร้างย่อยของแบบบันทึกกิจกรรมไปประยุกต์ใช้ในขั้นตอน การสรุปผลปฏิบัติการทดลองเพื่อฝึกทักษะการเขียนสรุปผลเชิงเหตุผล ที่มีมาตรฐานระดับสากลให้เกิดขึ้นในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ QR Code แบบบันทึกกิจกรรม การจัดกิจกรรม
Made with FlippingBook
RkJQdWJsaXNoZXIy MTUzMTk1Mw==