IPST262
ปีที่ 54 ฉบับที่ 262 กันยายน - ตุลาคม 2569 | 13 นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาแยกตามเนื้อหาย่อยทั้ง 5 หน่วย การเรียนรู้ พบว่าร้อยละพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นของผู้เรียนผันแปรอยู่ระหว่าง ร้อยละ 31.20 ถึง 35.40 ซึ่งล้วนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำ�หนดไว้ และผล การศึกษาด้านความพึงพอใจพบว่าผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อภาพรวมของ นวัตกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.56 และมี ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.42 อภิปรายผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ แบบ 5E ร่วมกับกลยุทธ์ QPOCER สามารถบรรลุประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ที่กำ�หนด ทั้งยังช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พัฒนา ความสามารถในการสร้างคำ�อธิบายทางวิทยาศาสตร์ตามแนวทาง CER และ ส่งเสริมความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยสามารถอภิปรายผลเชิงวิชาการแยกตามประเด็นสำ�คัญ ได้เป็นสามประการ ประการแรกคือ ความสำ�เร็จของประสิทธิภาพรวม ที่วัดได้เกิดจากการวางโครงสร้างโครงข่ายการเรียนรู้ที่สอดประสานกัน อย่างเหมาะสม โดยผู้วิจัยนำ�วัฏจักรการสืบเสาะ 5 ขั้นตอนมาสร้างเป็น แกนหลักในการดำ�เนินกิจกรรมการสอนในชั้นเรียน ควบคู่กับการออกแบบ แบบบันทึกกิจกรรมรายบุคคลจำ�นวน 26 ชุดที่ทำ�หน้าที่กำ�หนดทิศทาง และลำ�ดับขั้นของความคิด การจัดระเบียบกระบวนการเรียนรู้เช่นนี้ช่วย ป้องกันไม่ให้ผู้เรียนหลุดออกนอกขอบเขตเนื้อหา และส่งผลให้คะแนนเก็บ ระหว่างเรียนกับคะแนนสอบหลังเรียนสอดคล้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับข้อค้นพบของ นภดล ดวงจิตร์ (2568) ที่ระบุว่ากระบวนการ สืบเสาะเชิงรุกช่วยจัดระบบความรู้ในสมองและส่งเสริมความสามารถใน การสร้างคำ�อธิบายทางวิทยาศาสตร์รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ อย่างเป็นระบบ ประการที่สอง พัฒนาการความสามารถในการสร้าง คำ�อธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนและมีขนาดอิทธิพลที่สูงมาก เป็นผลสัมฤทธิ์โดยตรงจากการนำ�กลยุทธ์ QPOCER มาฝังลงในสื่อและ แบบบันทึกกิจกรรมอย่างมีกลยุทธ์ โดยเฉพาะการใช้เทคนิคการประคับ ประคองและการลดการช่วยเหลือทางปัญญา การจัดรูปแบบให้มีโครงสร้าง ประโยคชี้แนะชั่วคราวในช่วง 5 แผนการสอนแรก มีส่วนสำ�คัญอย่างยิ่ง ในการช่วยลดภาวะโหลดทางปัญญาที่มากเกินไปสำ�หรับกลุ่มผู้เรียนที่ เรียนอ่อนและปานกลาง ทำ�ให้ผู้เรียนสามารถเรียบเรียงความคิดและเขียน ระบุข้อสรุปได้ถูกทิศทาง และเมื่อผู้วิจัยดำ�เนินการถอดกรอบประโยคชี้แนะ ออกตั้งแต่แผนการสอนที่ 6 เป็นต้นไป ผู้เรียนจึงสามารถดึงพารามิเตอร์ เชิงตัวเลขที่ได้จากการทดลองจริงและการแสดงวิธีคำ�นวณทางฟิสิกส์มาทำ� หน้าที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อใช้เป็นสะพานเชื่อมโยงเชิงตรรกะไปสู่ การอ้างอิงกฎหรือทฤษฎีได้อย่างเป็นอิสระและยั่งยืน สอดคล้องกับงานวิจัย ของ อริยพล ปรุงศักดิ์ (2564) และ ปิยนุช ขันทอง (2566) ที่ค้นพบ ตรงกันว่าโครงสร้างแบบ CER ร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุกช่วยพัฒนา ความสามารถในการสร้างคำ�อธิบายทางวิทยาศาสตร์และยกระดับ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้อย่างมีนัยสำ�คัญ ประการสุดท้าย การที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์เพิ่มขึ้นและผู้เรียนมีความพึงพอใจ ในระดับมากที่สุด เกิดจากการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนและ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยบทบาทของผู้สอนได้ปรับเปลี่ยนจากการ เป็นผู้บรรยายเนื้อหาหรือบอกสูตรสำ�เร็จลัด มาเป็นการทำ�หน้าที่เป็น ตาราง 1 การเปรียบเทียบตัวอย่างคำ�ตอบตามกรอบแนวคิด CER ก่อนและหลังเรียน องค์ประกอบ ข้อกล่าวอ้าง (Claim: C) หลักฐาน (Evidence: E) การให้เหตุผล (Reasoning: R) คำ�ตอบหลังเรียน (Post-test) เกิดสนามแม่เหล็กที่ศูนย์กลางขดลวด วงกลมในทิศทางเดียวกันเสริมกัน ทำ�ให้มีความเข้มสนามแม่เหล็กสูงสุด จากการทดลอง เมื่อกระแสไฟฟ้า (I) ไหลผ่านขดลวดวงกลมที่พันทับกัน N รอบเข็มทิศที่วาง ณ จุดศูนย์กลาง เกิดการเบี่ยงเบนมากที่สุด ตามกฎมือขวาและหลักการซ้อนทับ ของสนามแม่เหล็ก กระแสไฟฟ้าที่ ไหลผ่านขดลวดแต่ละรอบจะสร้าง สนามแม่เหล็กย่อยในทิศเดียวกัน ณ จุดศูนย์กลาง เมื่อพันขดลวด N รอบ สนามแม่เหล็กรวมจึงเท่ากับ N เท่า ของหนึ่งรอบ คำ�ตอบก่อนเรียน (Pre-test) เกิดสนามแม่เหล็กแรงขึ้น ที่ตรงกลาง ดูจากรูปที่มีขดลวดพันทับกัน หลายๆ รอบ เพราะลวดมันหนาขึ้น สนามแม่เหล็กเลยแรงขึ้น ตามไปด้วย การวิเคราะห์พัฒนาการ ของผู้เรียน ก่อนเรียน: ระบุข้อสรุปไม่สมบูรณ์ ขาดทิศทางและความชัดเจน หลังเรียน: สร้างข้อกล่าวอ้างได้ตรงประเด็น ครอบคลุมทั้งทิศทางและขนาด ก่อนเรียน: อ้างอิงจากสิ่งที่เห็นภายนอก ไม่ใช้ข้อมูลจากการทดลอง หลังเรียน: นำ�ข้อมูลการทดลองและตัวแปร เชิงประจักษ์มาระบุเป็นหลักฐาน ก่อนเรียน: อธิบายตามความรู้สึก ไม่ถูกต้องตามหลักการทางฟิสิกส์ หลังเรียน: สามารถเชื่อมโยงหลักฐานเข้ากับ ข้อกล่าวอ้าง โดยใช้ทฤษฎี/กฎทาง ฟิสิกส์ได้อย่างเป็นระบบ
Made with FlippingBook
RkJQdWJsaXNoZXIy MTUzMTk1Mw==