IPST262
50 | นิตยสาร สสวท. ด้ วยเหตุนี้การประเมินระหว่างเรียน (Formative Assessment) หรือ การประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ (Assessment for Learning) จึง มีความสำ�คัญที่เข้ามาเปลี่ยนผ่านการประเมินในรูปแบบเดิมๆ โดยการ ประเมินระหว่างเรียนจะไม่ได้แยกการประเมินออกจากการจัดการเรียนรู้ ซึ่งมุ่งไปที่การตัดสินจากการสอบเป็นหลัก แต่เป็นกระบวนการประเมิน การเรียนรู้ของนักเรียนที่แทรกซึมเป็นเนื้อเดียวกับการจัดการเรียนรู้เพื่อ รวบรวมข้อมูลว่านักเรียนกำ�ลังอยู่จุดใด เข้าใจสิ่งใด นักเรียนสามารถ แสดงแนวคิดของตนเองออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องกังวลว่า จะผิดหรือถูก หรือมุ่งแสดงแต่แนวคิดที่คิดว่าครูคาดหวังจะให้ตอบ ครู สามารถนำ�แนวคิดที่นักเรียนแสดงออกมาไปใช้ปรับเปลี่ยนกระบวนการ จัดการเรียนรู้ได้ในทันทีถ้าพบว่านักเรียนมีแนวคิดคลาดเคลื่อนในเนื้อหา ที่กำ�ลังเรียนเพื่อให้นักเรียนมีแนวคิดที่ถูกต้อง แนวคิดนี้สอดคล้องอย่างยิ่ง กับเทคโนโลยีการเรียนรู้ในยุค AI และ IoT ที่เน้นการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ เรียลไทม์ (Real-time Data Analytics) เพื่อให้ครูสามารถให้ข้อมูลย้อนกลับ ที่มีประสิทธิภาพ (Effective Feedback) แก่นักเรียนได้อย่างรวดเร็วและ ตรงจุด (Shute, 2008) การประเมินระหว่างเรียนเป็นกลไกหลักที่สำ�คัญอย่างหนึ่งใน การขับเคลื่อนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ให้เกิดขึ้นจริงใน ชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ ซึ่งการเรียนรู้เชิงรุกไม่ใช่เพียงการให้นักเรียนได้ขยับ ร่างกายหรือทำ�กิจกรรม แต่คือการมีส่วนร่วมทางสติปัญญา (Cognitive Engagement) ผ่านการตั้งคำ�ถามกระตุ้นคิด การตอบคำ�ถาม การสะท้อน ความคิดต่อคำ�ตอบของเพื่อนและของตนเอง (Freeman et al., 2014) ในบทความนี้ผู้เขียนขอนำ�เสนอแนวทางการใช้เทคนิคการประเมินระหว่าง เรียนในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ จำ�นวน 4 เทคนิค ที่นำ�เสนอโดย Keeley (2015) เพื่อทำ�ให้ผู้อ่านมองเห็นภาพว่าเราสามารถเปลี่ยนแนวทางการประเมิน การเรียนรู้ที่สร้างความตึงเครียดให้กับนักเรียนมาเป็นการประเมินการเรียนรู้ ที่ช่วยกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เชิงรุกและเกิดความสนุกสนานใน ระหว่างการประเมินได้อย่างไร เทคนิคที่ 1 บันทึกลูกโซ่ (Chain Notes) เทคนิคนี้คือ การพิมพ์คำ�ถาม ไว้ด้านบนของกระดาษและให้นักเรียนแต่ละคนเขียนคำ�ตอบของตนเอง ลงในกระดาษ โดยจำ�กัดให้เขียนได้คนละ 1 - 2 ประโยค (ขึ้นอยู่กับจำ�นวน นักเรียนในห้อง ถ้านักเรียนมีจำ�นวนน้อย ให้เขียนคนละ 2 ประโยค ถ้า นักเรียนมีจำ�นวนมาก ให้เขียนคนละ 1 ประโยคเพื่อเป็นการประหยัดเวลา) เมื่อนักเรียนเขียนคำ�ตอบเสร็จแล้วให้ส่งกระดาษแผ่นเดิมไปให้ เพื่อนคนต่อไปเขียน ทำ�เช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนครบทุกคน นักเรียนที่ได้รับ กระดาษต่อจากเพื่อนต้องเขียนคำ�ตอบที่สอดคล้องกับคำ�ถามที่พิมพ์ไว้ ด้านบนของกระดาษ และห้ามซ้ำ�กับที่เพื่อนคนก่อนหน้าได้เขียนไว้โดย นักเรียนอาจเขียนแนวคิดใหม่หรือขยายความแนวคิดที่เพื่อนๆ คนก่อนหน้า เขียนไว้ก็ได้ ดังภาพ 1 บันทึกลูกโซ่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ตรวจสอบ แนวคิดของผู้อื่นเพื่อนำ�มาเปรียบเทียบกับแนวคิดของตนเอง กระบวนการ ตรวจสอบแนวคิดของผู้อื่นทำ�ให้นักเรียนสามารถเพิ่มเติมแนวคิดใหม่ๆ เข้าไปในแนวคิดของตนเองซึ่งช่วยกระตุ้นให้นักเรียนรู้จักสังเคราะห์และ ประเมินว่าผู้อื่นมีความคิดอย่างไรก่อนที่จะเขียนแนวคิดของตนเองลงไป เทคนิคนี้ทำ�ให้นักเรียนได้เขียนระดับของความรู้ที่หลากหลายลงไปใน บันทึกลูกโซ่ เช่น ข้อเท็จจริง นิยาม แนวคิดเฉพาะอย่าง (Specific Ideas) แนวคิดใหญ่ (Big Ideas) การอุปไมย (Analogies) การแสดง ตัวอย่างโดยใช้รูปภาพหรือไดอะแกรม (Illustrative Examples) รวมถึง หลักฐานจากประสบการณ์ในชีวิตของนักเรียนหรือประสบการณ์ที่ได้รับ ภายในห้องเรียน ภาพ 2 แสดงให้เห็นตัวอย่างของบันทึกลูกโซ่ที่นักเรียนเขียน ในแนวคิดเรื่อง สสาร การตรวจสอบบันทึกลูกโซ่ที่นักเรียนเขียนจะทำ�ให้ครูทราบว่า บทเรียนที่สอนไปทำ�ให้นักเรียนมีความเข้าใจแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ต้องการ มากน้อยเพียงใด ครูสามารถนำ�ข้อมูลที่ได้จากการประเมินระหว่างเรียน มาพิจารณาว่านักเรียนคนใดควรมีการเปลี่ยนแปลงหรือทบทวนแนวคิด ของตนเอง และครูจะออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้อย่างไรเพื่อให้นักเรียน เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของตนเองมาเป็นแนวคิดที่ถูกต้องทาง วิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น การนำ�เทคนิคบันทึกลูกโซ่ไปใช้จริงในห้องเรียน มีข้อควรพิจารณาดังนี้ 1) คำ�ถามที่ระบุไว้ด้านบนกระดาษ ควรเป็นคำ�ถาม ปลายเปิดกว้างๆ ที่เน้นไปที่แนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง 2) ถ้าไม่เขียนคำ�ถามไว้ ด้านบนของกระดาษครูอาจเขียนคำ�ถามไว้ที่ใดสักแห่งหนึ่งในห้องเรียน ซึ่งนักเรียนทุกคนสามารถมองเห็นได้ 3) ประโยคที่นักเรียนแต่ละคนเขียน ภาพ 1 การใช้เทคนิคบันทึกลูกโซ่ในชั้นเรียน ที่มา: AI (Gemini) ภาพ 2 การใช้เทคนิคบันทึกลูกโซ่ในชั้นเรียน ที่มา: AI (Gemini)
Made with FlippingBook
RkJQdWJsaXNoZXIy MTUzMTk1Mw==